ฟู่ราวกับมีสายฟ้าฟาดอยู่ภายใน เขาก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง พลางยกขาข้างหนึ่งเหยียบกราบเรือไว้พลางเหยียดยิ้ม
สายตาของจีเฉิงอวี่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานเหลือล้น “ข้า จีเฉิงอวี่คนนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสามารถหรือขั้นปราณ ล้วนดีงามกว่าจีเฉิงเสวี่ยทั้งสิ้น คนที่คู่ควรกับบัลลังก์จักรพรรดิคือข้า แล้วเหตุใดมันจึงตกไปอยู่ในมือน้องสามที่ไม่เอาอ่าวของข้าได้เล่า ข้าถามหน่อยเถิด ข้าด้อยกว่าเจ้านั่นตรงไหนไม่ทราบ
“ข้าไม่คิดว่าตัวเองด้อยกว่า และหากท่านพ่ออยากให้ข้าคิดเช่นนั้นจริงๆ เขาก็ควรหักแข็งหักขาข้าให้ง่อยเปลี้ยเสียตั้งแต่แรก ทว่าเขากลับไม่ทำเช่นนั้น” จีเฉิงอวี่กล่าว
เหลียนฟู่ทอดถอนใจ เขารับรู้ถึงความโกรธแค้นภายในใจของจีเฉิงอวี่มาตลอด แม้ตอนที่ถูกทำให้อับอายด้วยการต้องไปกวาดสุสานของจักรพรรดิองค์ก่อน ดวงตาของชายหนุ่มจะไร้อารมณ์เหมือนสายน้ำนิ่ง แต่ขันทีชรากลับรู้สึกได้ถึงเปลวแค้นที่พัดโหมอยู่ภายในใจของจีเฉิงอวี่ซึ่งไม่เคยมอดดับ
“แต่ท่านฝ่าฝืนคำสั่งของจักรพรรดิองค์ก่อน ข้าน้อยผู้นี้จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนำตัวท่านกลับไป” แม้น้ำเสียงของเหลียนฟู่จะแหบพร่าแต่วาจากลับแจ่มชัด
“ข้ารู้… รู้ว่าจุดประสงค์ของหัวหน้าขันทีเหลียนคือการพาข้ากลับไปยังสุสานจักรพรรดิ เพื่อไปเผชิญหน้ากับหลุมศพเย็นเยียบไร้ชีวิตเหล่านั้นอีกครั้ง แต่หากข้าไม่คิดจะไปเล่า ท่านจะทำเช่นไรหรือ”
จีเฉิงอวี่กอดอกแน่นมองเหลียนฟู่อย่างโอห