เสี่ยวหลงเงยหน้าขึ้นมาเมื่อมีจังหวะแล้วเอ่ยทักทายปู้ฟาง
ทันทีที่ได้สัมผัสโลกของการทำอาหาร เซียวเสี่ยวหลงก็หมกมุ่นอย่างมาก พ่อหนุ่มมากพรสวรรค์ผู้นี้ตอนนี้สนุกสนานกับการจับมีดแทนการจับพู่กันเสียแล้ว
ปู้ฟางพยักหน้ารับ มองคนทั้งคู่ที่ฝึกอย่างขยันขันแข็งด้วยรอยยิ้มยินดี
อวี่ฝูคุ้นเคยกับปู้ฟางมากขึ้น จึงไม่มีอาการเขินอายอีก นางยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นปู้ฟาง
“ข้าจะไม่อยู่สักสองสามวัน พวกเจ้าสองคนแบ่งหน้าที่รับผิดชอบร้านกันเองแล้วกัน ช่วงที่ข้าไม่อยู่ การจัดการร้านและการทำอาหารต้องพึ่งพวกเจ้าแล้ว อย่าทำให้ชื่อเสียงของร้านเสียหายเล่า” ปู้ฟางยืนอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งคู่พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“หือ” เซียวเสี่ยวหลงและอวี่ฝูพลันเงยหน้าขึ้นแล้วอึ้งไป เถ้าแก่ปู้จะไม่อยู่ร้านหรือ
“เถ้าแก่ปู้ ท่านจะไปไหนน่ะ ร้านนี้อยู่ไม่ได้หรอกนะถ้าไม่มีท่าน…เราจะอยู่กันได้อย่างไร” เซียวเสี่ยวหลงวางมีดลง มองหน้าปู้ฟางด้วยสายตาวิตกกังวล
ปู้ฟางแค่ต้องการบอกพวกเขาว่าได้เวลาสำแดงทักษะของตนเองแล้ว…แต่ทั้งสองยังไร้ซึ่งความมั่นใจ นั่นเพราะทุกวันที่ผ่านมาพวกเขามีปู้ฟางคอยชี้แนะอยู่ตลอด เมื่อมีปู้ฟางอยู่ใกล้ๆ พวกเขาจึงรู้สึกอุ่นใจ
ปู้ฟางปรายตามองเซียวเสี่ยวหลง “อย่าสติแตกไป มีเจ้าขาวอยู่ด้วย ใครหน้าไหนก็มาก่อเรื่องที่ร้านไม่ได้”
เซียวเสี่ยวหลงไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขาไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นเสียหน่อย
“ในฐานะศิษย