ปริมาณพลังปราณที่ไหลออกจากตัวอวี่อ๋องค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชุดคลุมสีดำสนิทของเขาโบกสะบัดแม้ไม่มีลมพัด พลังปราณไหลเวียนรอบกายปัดหิมะให้กระจายออกจากตัว
รูขุมขนทั้งร่างของจีเฉิงเสวี่ยขยายตัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกระแสพลังปราณของอวี่อ๋อง ด้วยความที่ชายหนุ่มมีปราณอยู่เพียงระดับห้าขั้นราชันยุทธการ เขาจึงทำอะไรไม่ได้มากเมื่อเผชิญหน้ากับขั้นจักรพรรดิยุทธการ
“เจ้าอยากปลิดชีพข้ารึ” จีเฉิงเสวี่ยถามอย่างใจเย็น
สายตาของอวี่อ๋องเย็นชาไร้ซึ่งอารมณ์ เขาไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาแม้แต่น้อยขณะมองไปที่จีเฉิงเสวี่ย “ข้าก็เตือนเจ้าไปแล้วอย่างไร ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าไม่ให้เข้ามายุ่มย่ามกับเรื่องนี้ มิเช่นนั้นราคาที่เจ้าต้องจ่ายนั้นจะมากเกินกว่าที่จะรับไหว…
“เป็นความผิดของเจ้าเองที่พูดไม่รู้ความ”
จีเฉิงเสวี่ยฉีกยิ้มกว้าง จากนั้นก็ถอดชุดคลุมหนาหนักออก ประกายมุ่งร้ายสว่างวาบขึ้นบนใบหน้าที่อ่อนโยนมาตลอด ความพยาบาทนี้ทำให้เขาดูร้ายกาจขึ้นมาทันที
“ตั้งแต่เรายังเด็ก เจ้าก็ทำตัวสูงส่งถืออำนาจบาตรใหญ่มาตลอด คิดว่าตนเองดีกว่าคนอื่นนักสินะ หากอยากจะสู้ก็มาลองดูสักตั้ง ถึงอย่างไรเราก็ต้องห้ำหั่นกันอยู่แล้วไม่ช้าก็เร็ว” จีเฉิงเสวี่ยพูดพร้อมยิ้มเยาะ
พลังปราณเที่ยงแท้ลอยวนอยู่รอบกายของชายหนุ่ม เขากระทืบเท้าลงบนพื้น ทำให้หิมะที่สะสมอยู่กระจายออกทันที
“ในบรรดาพวกเราทั้งสามคนข้ามีขั้นปราณสูงสุด เจ้าคิดว่าจะต่อกรก