เหลียนฟู่คลี่ราชโองการพินัยกรรมแล้วกระแอมออกมาเบาๆ เสียงกระแอมสะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรง ทำให้ทุกคนในที่แห่งนั้นรู้สึกกระสับกระส่ายทันที ต่างพากันจ้องมองเขาเป็นตาเดียวด้วยสีหน้าแตกต่างกันไป
ใบหน้าขององค์ชายรัชทายาทเต็มไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ดวงตาเป็นประกายวาววับราวกับชัยชนะอยู่ในเงื้อมมือแล้ว ส่วนสีหน้าของอวี่อ๋องนั้นดูไร้ความรู้สึกราวกับไม่สนใจว่าราชโองการพินัยกรรมจะบอกอะไรแม้แต่น้อย ด้านจีเฉิงเสวี่ยก้มหน้าเล่นนิ้วตนเอง
เจ้ามู่เฉิงยืนอยู่กับที่พร้อมหรี่ตาแคบ ร่างกายโอนไปเอนมาเล็กน้อย ส่วนผู้เฒ่าหยางเม้มปากจ้องไปที่เหลียนฟู่เขม็ง…
ทุกคนในท้องพระโรงหลวงต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไปทั้งสิ้น แต่จิตใจของพวกเขาล้วนจดจ่อไปที่ทุกการกระทำของเหลียนฟู่ พร้อมเงี่ยหูตั้งใจฟังประกาศในราชโองการพินัยกรรมที่หัวหน้าขันทีกำลังจะอ่านทุกถ้อยคำ
เสียงแหลมสูงของเหลียนฟู่สะท้อนก้องอยู่ในท้องพระโรง เนื้อหาในราชโองการพินัยกรรมนั้นไม่ได้ยาว ตรงช่วงแรกเป็นการกล่าวถึงชัยชนะทางการทหารของจักรพรรดิฉางเฟิ่ง ทุกคนในที่แห่งนั้นรู้ดีทุกถ้อยคำอยู่แล้ว สิ่งที่พวกเขาสนใจไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้ แต่อยู่ที่ช่วงท้ายของราชโองการพินัยกรรม ทายาทผู้สืบทอดราชบัลลังก์ที่จักรพรรดิองค์ก่อนได้เลือกไว้ ผู้ที่จะก้าวขึ้นมาปกครองจักรวรรดิเป็นคนต่อไป
จะเป็นองค์ชายรัชทายาท หรืออวี่อ๋องกัน
“องค์ชายสาม เฉิงเสวี่ย เป็นผู้มีจิตใจเป็นธรรมเที่ยงตรงเ