าไว้เป็นทางเบื้องหลัง
“องค์ชายพะย่ะค่ะ พรุ่งนี้เป็นวันจัดพิธีศพองค์จักรพรรดิแล้ว แต่หัวหน้าขันทีเหลียนกลับเชิญองค์ชายทุกพระองค์มาพบในวันนี้ หรือเขาจะประกาศราชโองการพินัยกรรมขององค์จักรพรรดิกัน” ชายร่างหนาหน้าครึ้มด้วยหนวดเคราถามเสียงทุ้ม
จีเฉียงเสวี่ยมองชายข้างกาย ก่อนเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “ก็เป็นไปได้ แต่ไม่ว่าราชโองการพินัยกรรมจะเขียนว่าอะไร… พี่ชายทั้งสองของข้าก็คงเผชิญหน้ากันจนเห็นดำเห็นแดงเป็นแน่”
ชายหนวดดกมององค์ชายสามแล้วถามขึ้นมาทันที “พระองค์ไม่คิดว่าองค์จักรพรรดิจะมอบบัลลังก์ให้ตนเองบ้างหรือพะย่ะค่ะ”
เมื่อจีเฉิงเสวี่ยได้ยินคำถามนั้น เขาก็ชะงักไป ชายหนุ่มหยุดเดิน นิ่งอึ้งอยู่กับที่ หิมะรอบกายพัดหมุนวนในอากาศพร้อมด้วยสายลมหวีดหวิว
“เป็นไปไม่ได้หรอก ไม่มีเหตุอะไรที่ท่านพ่อจะเลือกข้า นั่นเพราะ… ข้าเป็นบุตรชายที่ท่านชิงชังที่สุดอย่างไรเล่า” จีเฉิงเสวี่ยตอบเสียงอ่อนโยน แม้เสียงนั้นจะเจือด้วยความเหินห่างและโศกเศร้าอาดูรก็ตาม
จากนั้นองค์ชายสามก็ก้าวเดินไปข้างหน้าต่อ พร้อมด้วยชายร่างหนาหนวดดกที่ค่อยๆ เดินตามเขาไปเงียบๆ มุ่งหน้าไปยังท้องพระโรงหลวง
ที่ประตูมายาสวรรค์ อวี่อ๋องยืนอยู่อย่างอารมณ์ดี เขาสวมมงกุฎสีม่วงบนศีรษะ และคาดเข็มขัดแพรวพราวด้วยหินมีค่าบนเอง ชายวัยกลางคนท่าทางเคารพนบนอบเดินตามเขาพร้อมรอยยิ้มประจบประแจง ดูปราดเดียวก็รู้ว่าชายวัยกลางคนผู้นี้เป็นคนคล่องแคล่วอยู่เป็น
ชายผู