หากเจ้าสามารถทำให้ผู้คนส่วนใหญ่พึงพอใจกับอาหารรายการธรรมดาที่ไม่มีพลังปราณได้ แปลว่าฝีมือของเจ้าดีขึ้นอีกขั้นแล้ว” นี่เป็นคำแนะนำของปู้ฟางต่อหนี่หยัน และเป็นคำแนะนำที่ทำให้นางคิดทบทวนอยู่เป็นเวลานาน
…
เมื่อรัตติกาลมาเยือน พายุหิมะที่พัดโหมกระหน่ำอยู่ทั้งวันก็หยุดลงในที่สุด มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวเท่านั้นที่ทำลายความเงียบในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ
สุดท้ายแล้วปู้ฟางก็ไม่ได้สอนวิธีรักษาพลังปราณในอาหารให้หนี่หยัน แต่เขาบอกให้นางไปฝึกทำอาหารจานธรรมดาสามัญ และกลับมาอีกครั้งหลังจากที่นางพอใจกับผลงานของตนเองแล้ว
ภายใต้แสงส่องสว่างอ่อนโยนของห้องครัว ชายหนุ่มกำลังเริ่มฝึกซ้อมการทำอาหารโอสถทิพย์อย่างมีสมาธิ ด้วยความที่เซียวเยวี่ยนำวัตถุดิบมาให้พอทำได้จานเดียวเท่านั้น ปู้ฟางจึงไม่กล้าทำอาหารจานนี้อย่างสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่ฝึกจนมั่นใจเต็มที่เสียก่อน เนื่องจากมีโอกาสทำไม่สำเร็จได้อยู่เหมือนกัน
ไอน้ำลอยล่องไปทั่วครัว กลิ่นหอมเข้มของหอยเป๋าฮื้อและกลิ่นสมุนไพรรวมกันเป็นหนึ่ง
และค่ำคืนนั้นก็ดำเนินไปเช่นนี้…
วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มตื่นตามเวลาปกติและเริ่มฝึกทักษะการแกะสลักกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ ทุกๆ วันเขาจะฝึกทักษะตามหลักสูตรที่ระบบจัดเอาไว้ให้ ปู้ฟางเข้าใจดีว่าไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ เขาต้องพยายามมากกว่าทุกคนหากต้องการจะเป็นพ่อครัวเทพ ความสำเร็จนั้นมาจากการกระทำไม่ใช่คำพูด
ร้านเปิดและปิดตามปกติ พอถึงเวลากลางคืนช