ูกน้องเจ้านะ! ในฐานะนายจ้าง เจ้าไม่เป็นห่วงลูกน้องตนเองหน่อยรึ” เจ้ารู่เก๋อถาม
“ข้าเป็นห่วงมากแน่นอนอยู่แล้ว” ปู้ฟางตอบ
“นี่น่ะรึสีหน้าท่าทางของคนเป็นห่วงน่ะ” เจ้ารู่เก๋อพูดไม่ออกจนต้องเม้มปากแน่น
ปู้ฟางยกจอกขึ้นจิบอีกครั้ง แก้มเริ่มแดงเรื่อ ดูเหมือนว่าสุราจะเริ่มออกฤทธิ์แล้ว
ใครก็ตามที่ได้ดื่มสุราหัวใจหยกเยือกแข็งล้วนหยุดดื่มไม่ได้ด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นปู้ฟางจึงรินให้ตนเองอีกจอก…
ดวงตาของเจ้ารู่เก๋อที่จ้องปู้ฟางอยู่นั้นแทบปล่อยลำแสงออกมา… “แค่นี้ก็แทบจะไม่พอดื่มอยู่แล้ว แต่เจ้ากลับรินให้ตัวเองอีกจอก ทั้งๆ ที่ดื่มไปแล้วสอง! ไม่มียางอายเลยหรืออย่างไรกัน!” เขาคิด
ปู้ฟางวางจอกลงบนโต๊ะ ก่อนถอนหายใจหนักออกมาแล้วเอ่ยตอบ “ข้าเป็นห่วงมาก แต่ข้าก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่ทำอะไรนางอยู่แล้ว”
ปู้ฟางมองเจ้ารู่เก๋อด้วยสีหน้าตายด้าน ในขณะที่รูม่านตาของอีกฝ่ายหดแคบลงเมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ย เขาไม่ได้คิดว่าปู้ฟางจะเดาถูกทันทีว่าตนเองเป็นคนลักพาตัวโอวหยางเสี่ยวอี้ไป
“จู่ๆ เจ้าก็เดินเข้าร้านมาบอกเรื่องนี้กับข้าเองโดยไม่มีเหตุผล ไม่ได้ต่างอะไรกับการเดินมาสารภาพผิดแม้แต่น้อย… แต่ข้าก็ยังไม่กังวลอยู่ดี เพราะเจ้าไม่กล้าทำอะไรนางแน่นอน เจ้าไม่กล้าผิดใจกับตระกูลโอวหยางแน่” ปู้ฟางเอ่ย
“ฮ่าๆ! เถ้าแก่ปู้นี่อ่านข้าได้ทะลุปรุโปร่งจริง ข้าประมาทเกินไปสินะ ข้าอยากรู้เหลือเกินว่าเถ้าแก่ปู้อยา