หยางใจเย็นลงหลังจากที่สามพี่น้องตัวยักษ์จากไปด้วยความหดหู่ เขาหันไปหาบุตรชายที่นั่งอยู่ด้านล่างแล้วเอ่ยถาม “สถานการณ์ฝั่งท่านจักรพรรดิเป็นอย่างไรบ้าง”
สีหน้าของโอวหยางซงเหิงเย็นชาขึ้นทันทีก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อาการของท่านจักรพรรดิไม่สู้ดีนักขอรับ”
ผู้เฒ่าโอวหยางถอนหายใจออกมา จักรพรรดิใช้เวลาวัยหนุ่มทั้งหมดไปกับการทำสงครามรบพุ่งกับสำนักน้อยใหญ่ต่างๆ รวมถึงผู้ฝึกตนฝีมือฉกาจมากมาย สะสมบาดแผลมากมายที่มีผลเรื้อรังต่อร่างกาย พอแก่ตัวลงโรคทั้งหลายก็รุมเร้า จนแม้แต่จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่อย่างจักรพรรดิฉางเฟิ่ง ยังทนพิษบาดแผลที่สะสมอยู่ในร่างกายหลายสิบปีไม่ไหวอีกต่อไป
โอวหยางซงเหิงถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน บรรยากาศภายในนครหลวงเริ่มอึมครึมแล้ว หากจักรพรรดิมาจากไปตอนนี้ ทั้งนครคงตกอยู่ภายใต้ความโกลาหลอย่างแน่นอน นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผู้เฒ่าโอวหยางไม่ยอมให้โอวหยางเสี่ยวอี้ออกจากจวน
ห้องโถงตกอยู่ภายใต้ความเงียบงัน ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ผ่านไปนานพอตัว ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นหน้าห้องโถงใหญ่ เขาเดินเข้าห้องโถงมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าผู้เฒ่าโอวหยาง ในมือถือซองจดหมายอยู่ซองหนึ่ง
เปลือกตาของผู้เฒ่าโอวหยางกระตุก ชายชราเปิดซองจดหมายออกกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว
เมื่ออ่านจบ สีหน้าของชายชราก็ซีดเผือดด้วยความกลัว หนวดกระตุกไม่หยุด
โอวหยางซงเหิงกลืนน้ำลายก่อนเอ่ยถาม “ท่านพ่อ… เหตุการณ์เป็น