ี่พลางตักน้ำแกงร้อนๆ ขึ้นมาเต็มช้อน
แพขนตาของเซียวเยียนอวี่สั่นระริก ดวงตาที่กำลังมืดแสงเหลือบมองน้ำแกงไก่ในช้อน ริมฝีปากเปิดออกเล็กน้อย แต่ด้วยความที่พลังชีวิตของนางกำลังจะเหือดหายไป จึงแทบทำตามที่ชายหนุ่มบอกไม่ได้เลย
“อ้าบ้าอ้าบออะไรของเขา…” โอวหยางเสี่ยวอี้มุมปากกระตุก “นายท่านตัวเหม็นยังสมองใช้การได้ปกติอยู่ไหมนะ ไม่เห็นรึว่าพี่หญิงไม่มีแรงแม้แต่จะเปิดปาก”
ปู้ฟางเทน้ำแกงในช้อนกลับใส่ชาม มองหน้าเซียวเยียนอวี่อย่างไร้อารมณ์
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดไม่ป้อนน้ำแกงให้เยียนอวี่เล่า” แม่ทัพใหญ่เซียวเหมิงมองหน้าปู้ฟางอย่างงุนงง คนอื่นเองก็สงสัยเช่นกัน
ปู้ฟางหันไปมองแขกในร้านแล้วตอบเสียงเรียบ “อย่าเร่งข้าสิ ข้ากำลังหาวิธีป้อนนางอยู่”
“หา… อะไร! หมอนี่มันหมายความว่าอย่างไรน่ะ”
ทุกคนอึ้งไปชั่วขณะ มองปู้ฟางซดน้ำแกงเข้าไปเต็มช้อน
“เจ้าหมอนี่มันทำบ้าอะไรกัน” “เมื่อกี้เขาพูดว่าจะป้อนน้ำแกงไก่ให้เยียนอวี่มิใช่รึ แล้วทำไมเอาไปดื่มเอง”
จากนั้นปู้ฟางก็โน้มเข้าไปใกล้ แล้วลดศีรษะลงไปที่ริมฝีปากของเซียวเยียนอวี่…
แม่ทัพใหญ่เซียวเหมิงจ้องชายหนุ่มเขม็ง จมูกแทบคดด้วยโทสะแรงกล้า “ไอ้เด็กนี่มันทำบ้าอะไร ทำไมเข้าไปใกล้นางขนาดนั้น จะถือโอกาสแต๊ะอั๋งลูกสาวข้ารึ”
ในตอนที่ริมฝีปากของปู้ฟางและเซียวเยียนอวี่อยู่ห่างกันคืบเดียวนั่นเอง แม่ทัพใหญ่เซียวเหมิงก็ทนไม่ได้อีกต่อไป เขาเข้าไปกระชากตัวชายหนุ่มออกมา
“เจ้าจะทำบ้า