างเหมือนโดนมีดกรีดจนเลือดไหลขณะปฏิเสธเจ้ารู่เก๋อ “หากเจ้าวางเงินเพิ่มอีก ข้าจะซ้อมเจ้าให้ปางตาย!”
เจ้ารู่เก๋อรู้สึกขมขื่นมากเสียจนอยากกระอักเลือด เขาจ้องไปที่ปู้ฟางด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นก็พ่นลมด้วยความโกรธ แล้วเดินปึงปังออกจากร้านไป
ใบหน้าของโอวหยางเสี่ยวอี้เอ่อล้นด้วยความประทับใจขณะมองปู้ฟาง นางคิดมาตลอดว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นคนโลภมาก จึงไม่ได้คาดคิดเลยว่าเขาจะยึดมั่นในกฎเกณฑ์ถึงเพียงนี้
“นายท่านตัวเหม็น ท่านหล่อเป็นบ้าเลยตอนที่ปฏิเสธคนแซ่เจ้าหน้าสาวนั่น!” โอวหยางเสี่ยวอี้ยกนิ้วโป้งให้
“ฮ่าๆ” ปู้ฟางยิ้มหน้าตาย
…
สองวันต่อจากนั้น ร้านเล็กๆ ของฟางฟางก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนอยู่ตลอด มีลูกค้าหน้าใหม่มาเยือนทุกวัน ซูฉีและเลขาธิการใหญ่ซูเองก็มากินทุกวันเช่นกัน เนื่องจากตกหลุมรักรสมือของปู้ฟางเป็นที่เรียบร้อย
ทว่ากลับไม่เห็นแม้แต่เงาสองพี่น้องตระกูลเซียวและองค์ชายสามจีเฉิงเสวี่ย ปู้ฟางประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
และแล้ววันที่สามก็มาถึง
วันนี้เป็นวันสำคัญของทั้งนครหลวง
ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งเก่งกาจที่สุดในนครหลวง แม่ทัพใหญ่เซียวเหมิง จะเดินทางกลับบ้านพร้อมชัยชนะ หลังปราบสำนักที่กระด้างกระเดื่องภายนอกอาณาจักรได้สำเร็จ เขาจะมาพร้อมเชลยศึก ซึ่งก็คือเจ้าสำนักทั้งหกแห่งสำนักนอกรีตอันมีนามว่าวังวิญญาณทมิฬ
ในวันนั้นเอง นครหลวงได้เปิดประตูกว้างรับโอกาสที่หลั่งไหลเข้ามาจากทั่วสารทิศ
………………………