ทำได้เพียงสะกดกลั้นโทสะของตนเองขณะถูกบิดาสั่งสอนเท่านั้น เขาเองก็โกรธ แต่ไม่กล้าแสดงความโกรธนั้นออกมา ทำได้เพียงระบายความอัดอั้นตันใจใส่ลูกชายไม่เอาอ่าวทั้งสามคน
“พวกเจ้าสามคนโง่งี่เง่ารึ ข้าบอกให้ไปเอาตัวเสี่ยวอี้กลับมา ไม่ใช่ให้ไปวิ่งแก้ผ้าในที่สาธารณะ! พวกเจ้าทำให้ข้าอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน! ถ้าออกไปข้างนอก อย่าได้ไปบอกใครต่อใครเชียวว่าตนเองมาจากตระกูลโอวหยาง” โอวหยางซงเหิงตะโกนก้อง
การวิ่งแก้ผ้าในที่สาธารณะนั้นทำให้คนในตระกูลรู้สึกอับอายขายขี้หน้าเป็นอย่างมาก หลายวันก่อนเขายังหัวเราะเยาะเสนาบดีฝ่ายซ้ายจอมเหลี่ยมจัดเพราะบุตรชายของเขาวิ่งแก้ผ้าอยู่เลย มาวันนี้กลับเป็นบุตรชายตนเองที่ทำเช่นนั้นเสียเอง แถมยังทำอย่างพร้อมเพรียงกันเสียด้วย โอวหยางซงเหิงอายจนไม่รู้จะสู้หน้าขุนนางคนอื่นได้อย่างไร
สามยักษ์ร้ายแห่งตระกูลโอวหยางไม่กล้าพูดอะไรทั้งสิ้น ด้วยโทสะของทั้งบิดาและปู่ แปลว่าไม่ว่าจะเอ่ยสิ่งใดไปก็ย่อมผิดอยู่วันยังค่ำ
ตอนที่ความตึงเครียดในห้องโถงหลักพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ศีรษะเล็กก็ชะเง้อผ่านประตูเข้ามา เป็นโอวหยางเสี่ยวอี้นั่นเอง
“ท่านปู่ ท่านพ่อ… เสี่ยวอี้กลับมาแล้วเจ้าค่ะ” โอวหยางเสี่ยวอี้กระโดดออกมาจากหลังประตู ใบหน้ายิ้มแฉ่ง
ทันทีที่ผู้เฒ่าเห็นหลานสาวของตน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนใจดี ชายชราเดินไปหานางพร้อมเอ่ย “ตายแล้ว คนดีของปู่ เจ้าทำปู่กลัวแทบขาดใจ ปู่กลัวเหลือเก