้งคลุกหนึ่งชามราคาอย่างละร้อยเหรียญทอง…” โอวหยางอู๋ตกใจ
“ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดน้องหญิงของเราจึงไม่จ่ายเงิน นั่นเพราะร้านนี้มันเป็นซ่องโจรดีๆ นี่เอง!” โอวหยางตี้คำรามด้วยความโกรธ มือทุบโต๊ะดังปั้ก
ปู้ฟางขมวดคิ้ว “จะสั่งหรือไม่สั่ง น้องหญิงของพวกเจ้าอยู่ในร้านนี้ หากพวกเจ้าชนะเดิมพันข้าก็อนุญาตให้นำตัวนางกลับไปได้เลย”
“ฮึ่ม! เห็นแก่น้องหญิงของพวกข้าหรอก ข้าถึงต้องยอมจำใจสั่งทั้งๆ ที่รู้ว่าโดนปล้น! ขอปลาดองเหล้าก็แล้วกัน!” โอวหยางเจินประกาศ
“เถ้าแก่ เหตุใดจึงไม่ขายสุราทั้งๆ ที่มีธัญพืชหมักเหล้า!” โอวหยางอู๋ถามตาโตอย่างหงุดหงิด
“ธัญพืชหมักเหล้าเอาไว้ดองปลาเท่านั้น ไม่ได้เอาไว้หมักสุรา” ชายหนุ่มตอบหน้าตาย
โอวหยางอู๋งงเล็กน้อย “แล้ว… มันต่างกันอย่างไร ตราบใดที่มีธัญพืชหมักเหล้าก็หมักเหล้าได้ไม่ใช่รึ”
“เช่นนั้นข้าขอปลาดองเหล้าด้วย!” โอวหยางอู๋เอ่ย
“ตอนนี้เรามีปลาดองเหล้าเหลือตัวเดียว กรุณาสั่งอย่างอื่น” ชายหนุ่มพูดเรียบๆ
“บ๊ะ! นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อน้องหญิง ข้าจะพังร้านเจ้าให้เหลือแต่เสาเลยทีเดียว!” โอวหยางอู๋รำคาญใจ แต่ในที่สุดก็สั่งข้าวผัดไข่สูตรปรับปรุง
โอวหยางตี้ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่สั่งน้ำแกงเต้าหู้หัวปลาเท่านั้น
เมื่อทั้งสามสั่งอาหารเสร็จเรียบร้อย ปู้ฟางก็พยักหน้ารับ “รอสักครู่”
จากนั้นเขาก็เข้าครัวแล้วเริ่มทำอาหาร
……
เจ้ารู่เก๋อนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์ กำลังฟังรายงานสถานการณ์จากลูกน้อง