ใบหน้าของชายหนุ่มมีรอยยิ้มบาง “เจ้าบอกว่าไอ้สามยักษ์ร้ายนั่นมันเข้าร้านไปเช่นนั้นรึ”
“ดูเหมือนว่าร้านนั่นใกล้จะเละเป็นโจ๊กแล้ว แม้ไอ้สามตัวนั้นจะโง่ไม่มีสมอง แต่พลังปราณของพวกมันก็สูงใช่ย่อย แค่พังร้านคงไม่คณนามืออะไร เรียกคนอื่นๆ มาเร็ว เราไปดูมหรสพกัน” เจ้ารู่เก๋อคลี่พัดกระดาษพร้อมออกจากจวนของตนไปด้วยรอยยิ้มสง่างาม
ซุนฉีเซี่ยงเองก็ได้รับรายงานจากลูกน้องของตนเช่นกัน ดวงตาเล็กเท่าเม็ดก๋วยจี้ของเขาหรี่แคบ พร้อมยิ้มเยาะเย็นเยียบ “กล้าใส่ซอสพริกเข้าไปในอาหารข้า แถมยังทำให้ข้าต้องแก้ผ้าวิ่งรอบเมืองอีก ไหนมาดูเสียหน่อยว่าจะยังไปรอดหรือไม่หลังจากไปเหยียบหางไอ้บ้าพลังสามตัวนั้นเข้า”
นอกจากเจ้ารู่เก๋อและซุนฉีเซี่ยงแล้ว คนอื่นๆ ที่รู้ข่าวก็รีบรุดมายังร้านเล็กๆ ของฟางฟางด้วยสีหน้าเครียดขึงเช่นกัน ทุกคนรู้ดีว่าสามพี่น้องนี้น่ากลัวเพียงใด เซียวเยียนอวี่อารมณ์เสียเล็กน้อยเมื่อรู้ข่าว นางไม่คิดว่าแม่ทัพเฒ่าโอวหยางจะส่งหลานชายของตนออกมาจัดการเช่นนี้ หากเกิดอะไรขึ้นกับร้าน ย่อมต้องเป็นความผิดนางโดยตรงเลยทีเดียว
ในตอนนั้นเอง หลายต่อหลายคนก็มุ่งหน้าไปยังร้านเล็กๆ ของฟางฟาง
ทุกคนต่างมั่นใจว่าร้านอาหารนี้จะต้องถูกสามยักษ์ร้ายแห่งตระกูลโอวหยางพังเละไม่เหลือซากเป็นแน่แท้…
………………………….