กลับไปถึงสำนักเสวียนทียนแล้ว ว่ากันว่ากลุ่มผู้บำเพ็ญพรตวิถีมารที่ยังหลงเหลืออยู่เกิดความคิดที่จะเล่นงานสำนักเล็กๆ สำนักนี้ แต่ผลปรากฏว่ายังไม่ทันที่จะได้ลงมือ พวกเขาก็ถูกทำลายลงไปเสียก่อน ยิ่งไปกว่านั้นคนที่ลงมือก็มิใช่สำนักชิงซาน หากแต่เป็นกลุ่มทางวิถีมารที่ลึกลับกลุ่มหนึ่ง
หลังจากนั้นสำนักเสวียนเทียนก็เริ่มปิดสำนัก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคิดจะใช้เวลามาย่อยสลายสิ่งที่ได้รับมาจากในเรือนจิ่งหยวน ทำให้ผู้คนในโลกแห่งการบำเพ็ญพรตพากันอยู่ไม่สุขอีกครั้ง
เมื่อฤดูใบไม้ผลิค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป ผู้บำเพ็ญพรตที่เดินทางมายังเมืองอวิ๋นจี๋ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
กู้ชิงและหยวนฉวี่ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงอารมณ์ของจิ๋งจิ่ว พวกเขาจึงส่งข่าวออกไปนอกเรือนจิ่งหยวนเป็นครั้งที่สอง
ในวันที่แสงแดดสดใสมากที่สุดวันหนึ่ง มวลหมู่ไม้นับพันเบ่งบาน ไอหมอกไหลเอื่อยคล้ายก้อนเมฆ ทิวทัศน์ด้านนอกเมืองอวิ๋นจี๋งดงามเป็นยิ่งนัก
จู่ๆ บนท้องฟ้าพลันมีหิมะตกลงมา
หิมะมิได้รุนแรง รู้สึกมิได้หนาวเย็นอะไรเป็นพิเศษ ไม่อาจถือเป็นลมหนาวในฤดูใบไม้ผลิได้ด้วยซ้ำ ชาวบ้านธรรมดาภายในเมืองนั้นมิได้รู้สึกทุกข์ทรมานอะไร กลับกลายเป็นว่ารู้สึกน่าสนใจ ทว่าผู้บำเพ็ญพร