“ข้าเคยได้ยินข่าวลือหนึ่งบอกว่าผู้อาวุโสเจ้าล่าเยวี่ยชอบกินหม้อไฟมาก” หลูจินแปลว่า “ส่วนชื่อนั้นก่อนหน้านี้ข้าก็ได้ถามมาแล้ว ว่ากันว่าภายในหมอกแห่งนั้นมีเรือนขนาดใหญ่อยู่หลังหนึ่ง ทุกคนคิดว่ามันน่าจะถือเป็นเรือนอีกแห่งของนักพรตจิ่งหยาง ก็เลยตั้งชื่อให้มันว่าเรือนจิ่งหยวน”
โจวอวิ๋นมู่มองไปยังถนนที่อยู่ด้านนอกเหลาสุรา กล่าวว่า “อาจารย์โชคดีที่บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นจิตก่อรูป ได้เห็นอะไรมามากมาย…พรสวรรค์ของเจ้าพอๆกับข้า แต่อุปนิสัยดีกว่าข้า ข้าไม่อยากให้เจ้าหยุดอยู่แค่สภาวะไงตอนนี้ ขั้นจิตก่อรูปเองก็ยังไม่พอ ในเมื่อมีโอกาสเช่นนี้แล้ว ข้าก็หวังว่าเจ้าจะไม่พลาดมันไป”
“ข้าเคยสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้อาวุโส…จิ๋งจิ่วในการประลองวิถีพรตของงานชุมนุมเหมยฮุ่ย ความจริงแล้วข้าล้วนแต่ได้รับการปกป้องจากผู้อาวุโส ยิ่งไปกว่านั้นนั่นมันผ่านมาสามสิบสองปีแล้ว”
ตอนนั้นหลูจินเป็นศิษย์อัจฉริยะที่สำนักเสวียนเทียนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เขาต้องพยายามอย่างยากลำบากกว่าจะเข้าร่วมงานประลองวิถีพรตได้ จากนั้นก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับจิ๋งจิ่ว
หลังจากนั้นจิ๋งจิ่วก็กลายเป็นดวงดาวที่ส่องสว่างที่สุดในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ของโ