ผ้าขี้ริ้วที่พาดอยู่บนหัวไหล่ของจิ๋งซางก็รู้สึกคล้ายว่าตนเองควรจะพูดอะไรบางอย่าง
ตอนแรกเขาเตรียมจะพูดว่าหลายปีมานี้ลำบากเจ้าแล้วนะ แต่ก็รู้สึกเหมือนว่าก่อนหน้านี้เคยพูดไปแล้ว ดังนั้นจึงถามขึ้นมาว่า “กินข้าวหรือยัง?”
ครอบครัวจิ๋งซางเพิ่งจะกลับมาจากเรือนตระกูลเจ้า ย่อมยังไม่ได้กินข้าว กลิ่นหอมของผักและข้าวที่ลอยออกมาจากในห้องครัวคือสิ่งยืนยัน
จิ๋งซางเข้าใจความหมายของเขาผิด จึงเชิญเขาไปยังเรือนด้านหน้าเพื่อกินข้าวด้วยกัน
จิ๋งจิ่วย่อมไม่เอาเวลาไปใช้กับเรื่องที่น่าเบื่ออย่างการกินข้าว แต่สุดท้ายก็ยังตามเขาไปยังเรือนด้านหน้า เตรียมจะใช้เวลาอันมีค่าพูดคุยเรื่อยเปื่อยกับครอบครัวนี้เสียหน่อย
การพูดคุยเรื่อยเปื่อยนั้นเป็นเรื่องที่จิ๋งจิ่วไม่ถนัดที่สุด เขามองดูผู้เฒ่าจิ๋งที่สีหน้าดูกระอักกระอ่วน ผมทั้งศีรษะเป็นสีเงิน พลางพยักหน้าเล็กน้อย คิดในใจว่าดูเหมือนยาที่กู้ชิงส่งมาให้นั้นจะได้ผลไม่เลว
จิ๋งหลีคารวะเขาอย่างเคารพนอบน้อม ในใจเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกชื่นชม
จิ๋งจิ่วไม่ได้ไถ่ถามเรื่องที่เขาบำเพ็ญเพียรและเรียนหนังสือเป็นเพื่อนองค์ชายจิ่งเหยา หากแต่มองดูเขาแล้วกล่าวว่า “ก้าวหน้าช้าไปหน่อย ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ไปชิงซานแล้ว