าในเมืองเจาเกอ จึงนิ่งเงียบไปทันที
หลิ่วสือซุ่ยคิดถึงชายหนุ่มที่มายังสวนผักเมื่อปีนั้น คิดถึงค่ำคืนที่เขาอธิบายธรรมะเหล่านั้น ภายในใจยังคงรู้สึกยากจะเชื่อได้ว่าอีกฝ่ายคือปรมาจารย์ไท่ผิง จึงกล่าวถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ปรมาจารย์เป็นเจ้าสำนักชิงซาน ทำไมถึงมาเป็นเจ้าอาวาสวัดกั่วเฉิงได้ล่ะขอรับ?”
สมณะตู้ไห่กล่าวว่า “นักพรตธรรมะลึกซึ้ง เป็นห่วงสรรพสัตว์ นั่นคือความเมตตาอย่างแท้จริง เหตุใดถึงจะเป็นเจ้าอาวาสของวัดอาตมาไม่ได้?”
ฮ่องเต้มิได้สนใจเขา หากแต่กล่าวต่อว่า “นักพรตไท่ผิงเรียนรู้ธรรมะ สิ่งที่แสวงหามิใช่ความสงบ แล้วก็มิได้เกี่ยวข้องกับความเมตตา หากแต่คิดอยากจะทำให้กระบี่เข้าไปอยู่ในกงล้อแห่งชีวิต เข้าใจหลักแห่งการเวียนว่าย”
เจ้าล่าเยวี่ยคิดว่าในตอนนั้นฮ่องเต้องค์ก่อนกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ในวัดกั่วเฉิง หรือว่าระหว่างทั้งสองคนจะมีความสัมพันธ์อะไรกัน?
“เขากับเสด็จพ่อเคยเป็นเพื่อนสนิทกัน เรียกได้ว่าเป็นเหมือนพี่น้อง แต่สุดท้ายเขากลับคิดจะชิงร่างเสด็จพ่อ แล้วกลับไปยังเมืองเจาเกอใหม่อีกครั้งในฐานะของเสด็จพ่อ”
ฮ่องเต้มองดูเจดีย์หิน พลางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ “โชคดีที่เขาล้มเหลว ถูกอาจารย์เซียนจิ่งหยางจับขังคุก