ล้าฆ่าเจ้า เหมือนกับที่บัณฑิตและหญิงสาวที่ไร้ประโยชน์เหล่านั้นคิดกันอย่างนั้นหรือ”
จักรพรรดิแคว้นฉินมองดูเขาพลางกล่าวเย้ยหยันว่า “ข้าลืมเรื่องบางเรื่อง แต่เจ้ากลับเด็ดขาดยิ่งขึ้น ถึงได้เลือกเดินบนเส้นทางแห่งความตาย”
อวิ๋นซี คิดถึงบทสทนาที่พูดกับมหาบัณฑิตจางแห่งแคว้นฉู่เมื่อหลายปีก่อน แล้วก็คิดถึงบทสนทนาที่พูดกับขันทีเหอในครั้งนั้น ก่อนกล่าวอย่างเฉยชาว่า “พวกพระองค์มักจะบอกว่ากระหม่อมลืมเรื่องบางเรื่องไป กระหม่อมไม่มั่นใจว่านั่นคือเรื่องอะไร แต่กระหม่อมก็มิได้สนใจเช่นกัน เพราะถึงแม้มันจะเป็นจริง มันก็มิได้เป็นภาระอะไรต่อการที่กระหม่อมจะเดินไปยังอีกฝั่ง แม้อาจจะดูโง่เขลาไปบ้าง แต่มันกลับค่อนข้างสบายใจพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้แคว้นฉินกล่าวว่า “โง่เขลาก็คือโง่เขลา หากเจ้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการมิใช่การสืบทอดราชบัลลังก์ไปหมื่นปี หากแต่เป็นยันต์เซียนแผ่นนั้น เจ้าก็จะเข้าใจทั้งหมดเอง”
อวิ๋นซีกล่าวว่า “ยันต์เซียน เหมือนจะคุ้นๆ อยู่”
เมื่อมองดูท่าทางของเขา ไม่รู้เพราะเหตุใดฮ่องเต้แคว้นฉินจึงโมโหขึ้นมา เขากล่าวตะคอกว่า “นั่นคือของวิเศษแห่งเซียนที่พวกเราเหล่าผู้บำเพ็ญพรตเฝ้าใฝ่ฝันถึง นั่นคือความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อยที่จะทำให้เราเป็นอมตะ”
“อย่างนี้นี่เอง”
อวิ๋นซีก้มหน้ามองดูเลือดที่อยู่บนร่างกาย ก่อนจะโยนกระบี่ที่หักทิ้งไป แล้วใช้แขนเสื้อเช็ดใบหน้าของตนพลางกล่าวว่า “เมื่อได้พระองค์เตือนสติ กระห