างจริงจังว่า “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนข้าก็เป็นคนแบบนี้ จำได้หรือไม่นั้นไม่สำคัญ แล้วจะถือว่าหลงทางได้อย่างไร?”
ฮ่องเต้แคว้นฉินนิ่งเงียบไปอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวอย่างเบื่อหน่ายว่า “แต่สุดท้ายเจ้าก็ต้องตาย ข้าจะชนะการแสวงมรรคาครั้งนี้ ยันต์เซียนจะตกเป็นของข้าเท่านั้น”
ซีอี้อวิ๋นดึงสายตากลับมา มองไปทางเขาพลางกล่าวว่า “หรือการแสวงมรรคาครั้งนี้มันมีความหมายต่อเจ้าเพียงเท่านี้?”
ไม่รู้เหตุใดฮ่องเต้แคว้นฉินจึงโมโหขึ้นมาอีกครั้ง เขากล่าวเสียงดังว่า “ความหมาย? เอาไว้เจ้าตายไปแล้ว ข้าจะสังหารศิษย์สาวกทั้งหมดของเจ้า เผาหนังสือทั้งหมดของเจ้า ห้ามไม่ให้ใครเผยแพร่คำสอนของเจ้า กระทั่งชื่อของเจ้าก็ห้ามมิให้เอ่ยถึง ข้าจะลบร่องรอยทุกอย่างของเจ้าในโลกนี้ออกไปให้หมด เช่นนี้แล้วเจ้ายังจะมีความหมายอะไรสำหรับโลกนี้? แล้วโลกนี้มันยังจะมีความหมายอะไรสำหรับเจ้า?”
ซีอี้อวิ๋นกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “สัจธรรมคือการมีอยู่ที่อยู่เหนือไปจากการรับรู้ การเรียนรู้มิใช่การประดิษฐ์ เป็นเพียงการค้นพบ เท่านั้น ต่อให้ข้าตายไป หนังสือถูกเผาไป สัจธรรมเหล่านั้นก็ยังจะถูกคนค้นพบอยู่ดี ส่วนความหมายที่โลกนี้มีต่อข้า มันก็คงจะอยู่ในใจของข้า ส่วนข้ามีความหมายอะไรต่อโลกนี้ มันก็จะคงอยู่ในการใจของข้าเช่นเดียวกัน เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว”
สายตาของฮ่องเต้แคว้นฉินยิ่งเยือกเย็น เขากล่าวว่า “เจ้าอวดดีคิดว่าตัวเองเป็นผู้มีเมตตา นักเรียนเหล่านั้นต้องถู