เหอจานมองเขาเงียบๆ มิได้กล่าวกระไร
ทว่าฮ่องเต้น้อยกลับเข้าใจความหมายของเขา ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย กัดฟันกล่าวว่า “เสด็จแม่ไม่มีทางยอมให้ข้าทำอะไร เหลวไหลแน่!”
ในเวลานี้มีขันทีกล่าวด้วยความตื่นตระหนกอยู่ด้านนอกห้องทรงอักษรว่า “กงกง ไทเฮาขอเชิญเข้าเฝ้าขอรับ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ฮ่องเต้น้อยรู้สึกโล่งใจ
เหอจานหรี่ตา มองเขาพลางกล่าว “แต่เรียกเสด็จแม่ได้คล่องปากเชียวนะพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อกล่าวจบประโยคนั้น เขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องทรงอักษรไปยังตำหนักหยวนกง
ไทเฮาบริหารพระราชวังมาหลายปี ยังคงดูสง่างามละเมียดละไม แต่ท่าทีที่มีต่อเหอจานย่อมต้องแตกต่างออกไป นางกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เด็กน้อยบางครั้งก็คิดถึงผู้เป็นบิดา ถึงแม้จะไม่เหมาะสมเท่าไหร่ ดูไม่มีเหตุผล การเจ้าแค่ว่ากล่าวตักเตือนก็น่าจะพอแล้ว ไยต้องทำอะไรใหญ่โตถึงขนาดนี้ด้วย แล้วยังมีเรื่องบัณฑิตผู้นั้นอีก…. รุนแรงไปหน่อยหรือเปล่า”
เหอจานไม่ได้อธิบายเรื่องบัณฑิตผู้นั้น เขากล่าวว่า “ในอดีตกระหม่อมเคยกล่าวกับฝ่าบาทเอาไว้ว่าเรือนเหอเจียนนั้นเป็นพวกหมาป่าที่เลี้ยงไม่เชื่อง”
เมื่อได้ยินคำว่าฝ่าบาท สีหน้าของไทเฮาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อย นางกล่าวว่า “อย่างไรเสียอายเจีย ก็คิดว่าเด็กคนนี้ไม่ผิด เจ้าอย่าได้ทำอะไรเหลวไหล”
นางจ้องมองดวงตาของเหอจาน คิดอยากจะได้การรับรองอะไรบางอย่าง
เหอจานกล่าวว่า “กระหม่อมไม่มีทางทำอะไร แต่ขุนนา