งมากกว่า สถานะและประโยชน์ของนางมีความสำคัญต่อแคว้นฉินเป็นอย่างมาก ฉะนั้นการสังหารนางหรือใช้นางข่มขู่ฮ่องเต้ไป๋ก็จะกลายเป็นประโยชน์อย่างมากต่อแคว้นฉู่
เพียงแต่เขาไม่ได้พูดอะไร แล้วก็ไม่ได้ลงมือ
“ตอนแรกข้าเคยบอกแล้ว ในเมื่อคนที่มาเป็นเจ้า เช่นนั้นก็จบสิ้นแล้ว”
จัวหรูซุ่ยกล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “ถึงแม้ข้าจะเก็บตัวอยู่บนยอดเขาเทียนกวง แต่ข้าก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของพวกเจ้า แล้วเขาจะฆ่าเจ้าได้อย่างไร?”
ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน หรือว่าผู้บำเพ็ญพรตที่เป็นเหมือนดั่งเทพธิดา เมื่อได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ก็มักจะเกิดความรู้สึกไม่ค่อยพอใจ หรือพูดอีกอย่างก็คืออับอาย
แต่ไป๋เจ่ากลับชื่นชอบ นางแอบชูนิ้วโป้งไปทางจัวหรูซุ่ย แสดงออกถึงการชมเชย
เมื่อเห็นนิ้วมือที่ดูคล้ายต้นหอมนิ้วนั้น จัวหรูซุ่ยยิ่งรู้สึกหมดคำพูด เขาหมุนตัวกลับมากล่าวกับจิ๋งจิ่วว่า “หลายปีมานี้ข้าอยู่ข้างนอกฆ่าคน ท่านคุมอำนาจอยู่ในแคว้นฉู่ เราสองคนต่างทำสิ่งที่ตนเองถนัด ไม่ว่าดูยังไงก็มีแต่ได้ไม่มีเสีย แต่ตอนนี้แคว้นของท่านกำลังจะล่มสลายแล้ว ตัวข้าเองก็ค่อยๆ แก่ลงไปเช่นกัน หลังจากนี้เราควรจะทำอย่างไร?”
จิ๋งจิ่วครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “ข้าเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน”
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “ตอนนี้ดูแล้วเหมือนวิธีการของท่านจะไม่ถูกต้องเสียแล้ว อย่างน้อยก็ไม่มีเวลามากพอที่จะพิสูจน์ได้ ดังนั้นข้าจำต้องทำตามแผนของตัวเองก่อนล่ะ”
เม