องเห็นความตื่นเต้น นั่นคือผู้ตรวจการที่คิดว่าเขาเตรียมจะออกไปบัญชาการรบด้วยตัวเอง เขามองเห็นความหวาดกลัว นั่นคือคนที่คิดไม่ซื่อที่กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นมาอีกครั้ง และสิ่งที่เขามองเห็นมากที่สุดก็คือความด้านชา นั่นคือความเบื่อหน่ายหลังจากที่ สิ้นหวังและยอมรับในชะตากรรม
ภายในท้องพระโรงเงียบสงัด ไม่มีเสียงใดๆ จนกระทั่งเขาเอ่ยปากขึ้นมาว่า “ร่างพระราชโองการเลยแล้วกัน ข้าพเจ้าอนุญาต”
เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างตกใจ สบตากันมิพูดอะไร ไม่เข้าใจความหมายของฝ่าบาท จะร่างพระราชโองการอะไร พระองค์ทรงอนุญาตเรื่องอะไร?
“จะเจรจาอย่างไรก็ได้ แต่ไม่เจรจากับทางชางโจว ให้คนจากเสียนหยางมา”
จิ๋งจิ่วกล่าวจบประโยคนี้ก็ลุกขึ้นจากบัลลังค์ ก่อนจะเดินออกไปจากท้องพระโรง
ภายในท้องพระโรงยังคงเงียบสงัด จนกระทั่งร่างสีเหลืองร่างนั้นหายไปในส่วนลึกของท้องพระโรง เหล่าขุนนางถึงได้สติขึ้นมาว่าตนเองได้ยินอะไรกันแน่
ฝ่าบาท…ทรง…ยอมแพ้หรือ?!
เหล่าขุนนางตกตะลึงจนพูดไม่ออก ภายในใจเกิดความรู้สึกสับสนขึ้นมามากมาย ต่างคนต่างสบตากัน ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี
มหาบัณฑิตโจวถอนใจออกมา ภายในดวงตาเต็มไปด้วยสายตาเจ็บปวดและรู้สึกผิด
เขาคิดว่าตนเองได้ทำให้มหาบัณฑิตจางผิดหวัง รู้สึกผิดต่อประชาชนแคว้นฉู่ ทำให้ฝ่าบาทต้องตกอยู่ในสภาพที่ยากลำบากเช่นนี้ ตายไปหมื่นครั้งก็มีอาจชดเชยได้
เขาทราบดีว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงเรียกประชุมในตอนเช้าและกล