วว่า “หากมิเป็นเพราะแขนขาดครั้งนั้น บางทีตอนนี้ข้าคงจะลืมเรื่องภายนอกไปกว่าครึ่งแล้ว”
จิ๋งจิ่วกล่าววว่า “ต้องแย่งชิงยันต์เซียน คันฉ่องฟ้ากระจ่างย่อมไม่มีทางปล่อยให้เจ้าลืมเรื่องนี้ไปได้ เรื่องอื่นจะลืมหรือไม่ลืมก็ช่าง”
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “อาจารย์อา ท่านคิดจะทำอย่างไรกันแน่?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เจ้าล่ะ?”
“ข้ายังคงคิดเหมือนเดิม บำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่แล้วฆ่าคน”
จัวหรูซุ่ยกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ฆ่าผู้แสวงมรรคาให้หมด ยันต์เซียนย่อมต้องเป็นของชิงซาน ต่อให้ไม่สำเร็จก็ไม่ได้ทำให้ช่วงเวลาหลายสิบปีนี้สูญเปล่า”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ข้าก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไร”
ศิษย์ชิงซานต่างก็มีนิสัยเด็ดขาดเช่นนี้ การที่จะมีแผนการคล้ายๆ กันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
จัวหรูซุ่ยเพียงแต่ไม่เข้าใจ ในเมื่อจะบำเพ็ญเพียร ในเมื่อจะฆ่าผู้แสวงมรรคาคนอื่นๆ แล้ววันๆ ท่านจะหลบอยู่ในวังนี้ทำอะไร?
เขารู้ว่าต่อให้ตัวเองถามไปก็อาจจะไม่ได้รับคำตอบกลับมา ไม่เห็นหรือว่าตอนนั้นถงเหยียนตายได้น่าเศร้าแค่ไหน จึงยกมือคารวะเตรียมจากไป
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ไปไหน?”
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “ไปแคว้นจ้าวฆ่าขันทีนั่น”
จิ๋งจิ่วกล่าว “เหอจานค่อนข้างวิปริต ระวังด้วย”
หลังจัวหรูซุ่ยจากไป ภายในตำนักยิ่งเงียบสงัดและเย็นยะเยือก
วันนี้ภายในเมืองหลวงจะต้องเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่านายพลเผยและเจ้าเมืองโจวจะรักษาสถานการณ์เอาไว้ได้หรือไม่ แล้วก็ไม่รู้ว่าสุด