่วมิได้สนใจพวกเขา หากแต่กล่าวต่อว่า “…. นั่นก็คือตายทั้งครอบครัว”
คำพูดประโยคนี้เรียบง่าย ไม่ได้มีรังสีแห่งการฆ่าฟันแม้แต่น้อย แล้วก็มิได้เป็นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมา หากแต่เป็นเหมือนลมที่พัดผ่าน แต่กลับทำให้ทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงต่างรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือก
ขันทีน้อยผู้นั้นอุ้มใบรายชื่อก้าวเดินออกไปข้างหน้าสองก้าว ก่อนจะกลืนน้ำลายลงไปอย่างตื่นเต้นแล้วเริ่มประกาศรายชื่อออกมา ขุนนางที่ถูกเขาเรียกชื่อเดินออกมาจากแถว สีหน้าดูค่อนข้างสับสน ขุนนางเหล่านี้มีจำนวนน้อย มีเพียงแค่เจ็ดแปดคน ส่วนขุนนางที่ไม่ได้ถูกเรียกชื่อก็รู้สึกไม่เข้าใจเช่นกัน ในใจครุ่นคิดว่าฝ่าบาททรงคิดจะทำอะไร
ขันทีน้อยคิดถึงคำพูดที่จะพูดหลังจากนี้ สีหน้ายิ่งดูวิตกกังวล เสียงยิ่งแหบพร่า
เขาไม่ใช่คนที่ยอดเยี่ยมอะไร เพียงแต่เมื่อหลายวันก่อนตอนที่ตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อปัสสาวะ เขาได้พบเห็นเงาดำสองสามเงา แอบเข้ามาในท้องพระโรงเพื่อเตรียมวางเพลิง เขาจึงได้รวบรวมความกล้าตะโกนออกไป
หลังตะโกนเสร็จ เดิมเขานึกว่าตนเองคงจะต้องตายเสียแล้ว ใครจะไปคิดบ้างว่าไฟนั้นมิได้ลุกขึ้น เขาเองก็ไม่ตาย ในทางกลับกัน เขากลับกลายเป็นคนที่ฝ่าบาททรงไว้วางพระทัย
แต่แน่นอน นี่อาจเป็นเพราะฝ่าบาททรงรู้จักตนเองเพียงแค่คนเดียว เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ อารมณ์ตื่นเต้นของขันทีน้อยก็ผ่อนคลายลง เขากระแอมลำคอ กล่าวกับเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในท้องพระโรงว่า