น้อยครั้งที่ภายในตำหนักเย็นจะจุดไฟ แต่วันนี้กลับจุดไฟขึ้นมาดวงหนึ่ง เพราะวันนี้มีแขกคนสำคัญมาเยือน
เมื่อเห็นศีรษะที่เต็มไปด้วยผมขาวโพลนของมหาบัณฑิตจาง จิ๋งจิ่วถึงได้พบว่าเวลานั้นผ่านมานานขนาดนี้แล้ว
“เดิมข้าคิดว่าเจ้ายังอยู่ไปได้อีกหลายปี ด้วยความสามารถของเจ้าแล้ว การก่อกบฏของอ๋องจิ้งนั้นเป็นเรื่องเล็ก แคว้นฉินและจ้าวก็ไม่ถือว่าน่ากลัว ใต้หล้านี้ไม่มีทางที่จะมีปัญหาใดๆ”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะมาถึงแล้ว”
มหาบัณฑิตจางกล่าวอย่างทอดถอนใจว่า “ปีนี้กระหม่อมอายุแปดสิบ ถือว่าอายุมากแล้ว หากไม่เป็นเพราะโอสถที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ทุกวัน เกรงว่ากระหม่อมคงกลายเป็นกระดูกไปนานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ข้าใช้เจ้า ดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า”
มหาบัณฑิตจางกล่าวอย่างจริงจังว่า “ฝ่าบาทกล้าใช้กระหม่อม ไว้วางพระทัยกระหม่อม นับเป็นบุญวาสนาอย่างหาที่สุดมิได้ของกระหม่อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จิ๋งจิ่งกล่าวว่า “ข้าเองก็รู้สึกไม่เลวเช่นกัน”
มหาบัณฑิตจางมองดูใบหน้าของเขา คล้ายว่ามองเห็นฮ่องเต้น้อยที่ไม่ชอบพูดจาเมื่อหลายปีก่อนคนนั้น จู่ๆ พลันถามขึ้นมาว่า “ฝ่าบาท ทรงประสบความสำเร็จหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ถึงแม้ฝ่าบาทจะมิเคยกล่าวอธิบายอะไร แต่มีหรือที่คนเฉลียวฉลาดอย่างมหาบัณฑิตจะคาดเดาอะไรไม่ออก?
จิ๋งจิ่วส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “การบรรลุกลายเป็นเซียนจำเป็นต้องทำลายกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ ถือเป็นเรื่องที่ยากเ