ย็นที่สุดในโลกที่สมบูรณ์แบบ ข้าอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีถึงกลับออกไปได้”
ต่อให้เป็นโลกแห่งความเป็นจริง เขาก็แทบจะไม่เคยอธิบายเรื่องการบำเพ็ญเพียรของตนเอง มีเพียงเจ้าล่าเยวี่ยและคนแค่ไม่กี่คนที่เคยได้ยินเขาพูด
ในเวลานี้เขาพูดเพียงสั้นๆ แต่ก็ถือเป็นการตั้งใจอธิบายให้มหาบัณฑิตจางฟังแล้ว
มหาบัณฑิตจางตบหัวเข่าขอวตนเองอย่างรู้สึกเสียดาย กล่าวว่า “เสียดายที่กระหม่อมรอถึงวันนั้นมิได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จิ๋งจิ่วกล่าววว่า “อาจจะใช่”
มหาบัณฑิตจางมองดูใบหน้าเขา ก่อนกล่าวอย่างจริงจังว่า “ห้าแคว้นในใต้หล้าเหลือเพียงสี่แคว้น แคว้นฉีเชื่องช้าและอ่อนแอ แคว้นจ้าวแข็งแกร่งที่ขันทีเหอ หลังสิ้นขันทีเหอไปแล้วก็ไม่มีอะไรต้องกังวล กระหม่อมพยายามอยู่หลายปี แต่ก็ยังไม่อาจแก้ไขวิถีความเป็นอยู่ในสังคมได้ ราชสำนักดูผิวเผินเหมือนรุ่งโรจน์ แต่ความจริงแล้วเต็มไปด้วยรูพรุน หลังกระหม่อมตายไปแล้ว เกรงว่าคงจะพังทลายลงพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าอยากจะพูดอะไร?”
“เห็นแก่ไพร่ฟ้า ฝ่าบาทเสด็จออกมาเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ในเมื่อวุ่นวายยากแก้ไข ไยต้องแก้ไข สู้ไม่ได้แล้วยังฝืนสู้ คนตายมีแต่จะมากขึ้น”
มหาบัณฑิตจางนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนกล่าวว่า “ฝ่าบาทตรัสมีเหตุผล กระหม่อมดื้อรั้นไปหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ไม่ว่าใครต่างก็มีเรื่องให้ดื้อรั้น ยกเว้นแต่เพียงคนปัญญาอ่อน”
มหาบัณฑิตจางพลันหัวเราะขึ้นมา มองเขาพลางกล่าวถามว่า “ฝ่าบาท พระ