องค์ทรงเป็นอัจฉริยะหรือคนปัญญาอ่อนกันแน่พ่ะย่ะค่ะ?”
ภายใต้ดวงตาของจิ๋งจิ่วมีรอยยิ้มจางๆ เขากล่าวว่า “ข้าฉลาดมาก เพียงแต่ค่อนข้างขี้เกียจ”
เมื่อคิดถึงการใช้ชีวิตอยู่ในวังของฝ่าบาทในเวลาสามสิบปีที่ผ่านมา มหาบัณฑิตจางเกิดความรู้สึกทอดถอนใจมากมาย เขากล่าวว่า “เมื่อก่อนกระหม่อมไม่เข้าใจ คิดว่าเหตุใดในโลกนี้ถึงได้มีคนที่เกียจคร้านถึงเพียงนี้ได้ ภายหลังกระหม่อมถึงได้เข้าใจว่าฝ่าบาททรงมิใช่คนในโลกปุถุชน เพียงแต่ต้องเกิดมาในราชวงศ์ สำหรับฝ่าบาทแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายจริงๆ”
จิ๋งจิ่วกล่าว “วังเหมาะสำหรับการบำเพ็ญเพียรอย่างมาก อีกทั้งเจ้าเองก็ดีมาก ดังนั้นไม่น่าเสียดาย”
เมื่อได้ยินฝ่าบาทกล่าวชมเชย มหาบัณฑิตจางรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาจนเกือบจะเสียการควบคุม เขาฝืนสงบสติอารมณ์ ก่อนกล่าวถามว่า “ฝ่าบาท พระองค์ทรงเป็นเซียนที่จุติลงมาจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
นี่เป็นเรื่องที่เขาสงสัยที่สุดในชีวิต เป็นคำถามที่เขาอยากจะรู้มากที่สุดก่อนตาย
จิ๋งจิ่วครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “ใช่”
มหาบัณฑิตจางตกตะลึงจนพูดไม่ออก กล่าวว่า “นี่…ช่าง….ชีวิตนี้กระหม่อมได้รับใช้ฝ่าบาท ไม่มีอะไรให้เสียใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จิ๋งจิ่วตบบ่าเขา พลางกล่าวว่า “เอาเป็นว่า หลายปีมานี้ขอบคุณเจ้ามากนะ”
มหาบัณฑิตจางไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ได้อีก น้ำตานองหน้า ก้มกราบลงไปกับพื้นอยู่เป็นเวลานาน
……
……
ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง มหาบัณฑิต