ว่าถูกเนรเทศได้อย่างนั้นหรือขอรับ?”
มหาบัณฑิตจางกล่าวว่า “ข้าเป็นผู้สำเร็จราชการแทนของฝ่าบาท ไม่ใช่แค่เพียงอัครมหาเสนาบดี แค่นี้ก็เพียงพอที่จะให้ทำงานแล้ว เรื่องอื่นต่อไปไม่ต้องพูดถึงอีก ส่วนพวกเจ้านั้นไม่เป็นอะไรแน่”
สุดท้ายบทสนทนานี้ก็ถูกนำออกไปพูดต่อ
บุตรชายคนโตแห่งตระกูลจางย่อมไม่ได้พูดถึงความหวาดกลัวต่ออนาคตของตัวเอง เขาเพียงแต่พูดถึงความหมายในคำพูดส่วนแรกของผู้เป็นบิดา
ข้ามิใช่อัครมหาเสนาบดี หากแต่เป็นผู้สำเร็จราชการแทน
ภายในเมืองหลวงพลันแตกตื่น ไม่มีใครกล้ากล่าวโทษ แล้วก็ไม่มีใครกล้าแนะนำอะไรอีก
ในวันหนึ่งมหาบัณฑิตจางออกไปจากวังหลวง นั่งเกี้ยวแปดคนหามออกไปจากเมืองหลวง มุ่งหน้าไปยังภูเขาด้านนอกเมืองเพื่อพักผ่อน
ภายในภูเขามีกระท่อมอยู่หลังหนึ่ง มั่วกงซึ่งเป็นกวีที่มีชื่อเสียงแห่งยุคพักอาศัยอยู่ที่นี่
เหล่าองครักษ์กระจายตัวอยู่รอบกระท่อม
มหาบัณฑิตจางเดินเข้าไปในกระท่อม ประสานมือคารวะมั่วกง แล้วกล่าวว่า “มาเล่นหมากล้อม”
มั่วกง ยิ้มเจื่อน พลางกล่าวว่า “เส้าเยวี่ยยังมีอารมณ์มาเล่นหมากล้อมหรือ?”
มหาบัณฑิตจางกล่าวว่า “ท่านหมายถึงข่าวลือนั่นน่ะหรือ? หลังพูดประโยคนั้นไปแล้ว วันนี้ข้ารู้สึกเพียงโล่งใจ ดีจนไม่รู้จะดียังไงแล้ว”
มั่วกงถอนใจพลางกล่าว “ถึงท่านทำอะไรอย่างเปิดเผย ไม่มีการปิดบังแม้แต่น้อย ข้ายังนึกว่าท่านมีความคิดเช่นนั้นจริงๆ”
มหาบัณฑิตจางกล่าวอย่างเฉยชาว่า “ตอนนี้ข้าต่างจากฮ