ีคนกล่าวว่า “ชิงซานโอหังย่อมต้องเป็นเพราะมีสิทธิ์โอหัง เพราะพวกเขาแข็งแกร่งจริงๆ”
“ตอนนี้สำนักชิงซานมีทะลวงสวรรค์สองคน ยอดฝีมือขั้นแหวกทะเลอีกหลายคน เกรงว่าความแข็งแกร่งนั้นเหนือกว่าสำนักจงโจวไปแล้วด้วยซ้ำ แต่เหตุใดชื่อเสียงบารมีกลับยังไม่อาจอยู่เหนือสำนักจงโจวได้?”
“นั่นย่อมต้องเป็นเพราะสำนักจงโจวมีเซียนไป๋”
“ชิงซานก็มีนักพรตจิ่งหยางมิใช่หรือ?”
“ยันต์เซียนที่เซียนไป๋ทิ้งเอาไว้ปกป้องโลกมนุษย์ นักพรตจิ่งหยางไม่ได้ทิ้งอะไรเอาไว้เลย”
คนผู้นั้นมองไปรอบด้านพลางกล่าวเสียงเบาๆ ว่า “ว่ากันว่าไม่เพียงแต่จะไม่ได้ทิ้งอะไรเอาไว้ให้ แต่ยังเอาของวิเศษของชิงซานไปตั้งหลายอย่างด้วย ได้ยินว่าในชิงซานก็มีหลายคนที่ไม่พอใจในเรื่องนี้ แต่ว่าในอดีตเวลาชิงซานมีเรื่อง นักพรตจิ่งหยางก็ไม่เคยสนใจอะไรเลย แล้วเขาจะมาคิดถึงเรื่องที่จะทิ้งอะไรเอาไว้ให้ชิงซานได้อย่างไร”
สมณะทั้งสามรูปนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
สมณะรูปหนึ่งก้มหน้า มองไม่เห็นใบหน้า
สมณะชรารูปหนึ่งหลับตาพักผ่อน
สมณะที่ค่อนข้างหนุ่มผู้นั้นพอได้ยินคำพูดเหล่านี้ ใบหน้าก็ยิ่งแดงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งใกล้จะทนไม่ได้ สุดท้ายจึงสะกิดสมณะชราเล็กน้อย
สมณะชราลืมตาขึ้นมา มองเขายิ้มๆ พลางกล่าวว่า “อยากจะพูดก็พูดเถอะ”
สมณะหนุ่มรูปนั้นเหมือนได้รับการนิรโทษกรรม สูดหายใจลึกๆ มองดูผู้บำเพ็ญพรตเหล่านั้น ก่อนจะกล่าวเสียงดังว่า “พวกเจ้านี่โง่เขลาจริงๆ!”
ทุกคนตกตะลึง ในใจครุ่นคิ