ดเข้ามาจากด้านนอกหน้าต่างทรงกลม มันก็ปริแตกออกเหมือนขี้เถ้าอย่างไรอย่างนั้น ก่อนจะสลายหายไปจนหมด
จิ๋งจิ่วถามว่า “อยู่ตัวแล้ว?”
กั้วตงส่งเสียงอืม รับรู้ได้ถึงลมร้อนที่พัดมาจากนอกหน้าต่างกระทบลงบนใบหน้า รู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่
ผู้บำเพ็ญพรตไม่หวาดกลัวความหนาวและความร้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่ชอบโลกที่เย็นสบาย โดยเฉพาะคนอย่างนาง
จิ๋งจิ่วสังเกตเห็นสีหน้าและความเหนื่อยล้าที่อยู่ระหว่างคิ้วของนาง จึงครุ่นคิดเล็กน้อย จากนั้นลุกขึ้นเดินเข้าไปอุ้มนางขึ้นมา
กั้วตงมองเขา ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร
จิ๋งจิ่วไม่ได้อธิบาย อุ้มนางออกมาจากห้องภาวนา วางลงบนรถเข็น
เสียงล้อรถที่บดไปบนพื้นหินดังขึ้นมา
หลายวันหลังจากนั้นก็มีเสียงล้อรถเข็นดังขึ้นตลอด
จิ๋งจิ่วเข็นรถเข็นไปมาที่ริมทะเลสาบ ไล่ตามสายลมอยู่ในร่มเงาไม้
ตอนนี้นางไม่ได้นอนหลับเป็นเวลายาวนานอีก สามารถพูดคุยกับเขาได้ แต่การพูดคุยก็ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่เขาคิดเอาไว้ ส่วนใหญ่จะเป็นความเงียบ
ในช่วงเวลาฟ้าครึ้ม เขาจะเข็นนางออกไปอาบแดด แต่ผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ ก็จะได้ยินเสียงหงุดหงิดของนางดังขึ้นมา
ผ่านไปหลายวัน ฤดูร้อนผ่านไปได้พักหนึ่ง สำนักชีตั้งอยู่ในหุบเขาลึก ลมค่อนข้างน้อย ไอน้ำจากในทะเลสาประเหยขึ้นมา ยิ่งทำให้รู้สึกร้อนอบอ้าว
อารมณ์ของกั้วตงยิ่งแย่ลง ต่อว่าไม่หยุด
จิ๋งจิ่วรู้ว่านางแค่รู้สึกอยู่ว่างไม่ได้ อยากจะออกไปเดินข้างนอก จึงไปถามแม่ชีชร