อนอี้เหมาแน่”
องค์ชายจิ่งซินมองลู่หมิงด้วยสายตาจริงใจพลางกล่าวว่า “สิ่งที่ข้าไม่เข้าใจก็คือ ท่าทีที่เสด็จพ่อมีต่อข้ากลับไม่เปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงคิดจะทดสอบข้าต่ออย่างนั้นหรือ?”
ลู่หมิงคิดในใจ องค์ชายทรงคิดมากไปแล้ว แต่คำพูดที่เขาพูดออกมาย่อมต้องเป็นอีกอย่างหนึ่ง “หรือเป็นเพราะสำนักชิงซานพะย่ะค่ะ?”
องค์ชายจิ่งซินส่ายศีรษะ กล่าวว่า “สำนักชิงซานไม่ได้ออกตัวเต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่คือเมืองเจาเกอ”
ลู่หมิงทราบดี คำพูดและท่าทีที่จริงใจขององค์ชายจิ่งซินนี้มิได้พูดกับตน หากแต่พูดกับพ่อของตน ตัวเองไม่จำเป็นต้องตอบอะไร
ลู่กั๋วกงไม่เคยเป็นคนที่โดดเด่นในราชสำนักมาก่อน แต่คนอย่างจิ่งซินย่อมรู้ดีว่าเขาต่างหากที่เป็นคนที่โดดเด่นที่สุดต่อองค์ฮ่องเต้ แต่ไหนแต่ไรมาล้วนแต่เป็นเช่นนี้
หลังงานเลี้ยงจบลง ลู่หมิงก็กลับมายังเรือนกั๋วกง พร้อมทั้งเอาคำพูดของจิ่งซินบอกเล่าออกมาทั้งหมด ก่อนจะถามว่า “สถานการณ์ตอนนี้มันเป็นอย่างไรกันแน่ขอรับ?”
การแย่งชิงบัลลังก์ของราชวงศ์ตระกูลจิ่งนั้นมีความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ แต่มันมิได้มีความเกี่ยวข้องกับขุนนางฝ่ายพลเรือนและทหารเท่าไรนัก สุดท้ายยังคงต้องดูท่าทีของฮ่องเต้และสำนักใหญ่ๆ
เรือนอี้เหมาส่งบัณฑิตคนหนึ่งเข้าไปในตำหนักของจิ่งซิน สำนักจงโจวนอกจากเซี่ยงหว่านซูแล้ว ก็ยังส่งเยวี่ยเชียนเหมินที่เป็นเจ้าแห่งหุบเขาเฉียนหยวนมาด้วย
การที่ให้ผู้อาวุโสขั้นสูญตามาประจำอยู่ที่ตำหน