งคงไม่กล่าวกระไร
จักรพรรดิแห่งหมิงมองว่าการที่ในเวลานี้จิ๋งจิ่วแสดงท่าทีที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิงออกมา เป็นเพราะตัวเขากำลังนึกว่าตนเองใช้ลูกไม้ลักไก่สำเร็จ บนใบหน้าจึงมีรอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นมา
“ข้ารู้ถึงความน่ากลัวของความว่างเปล่าอันมืดมิดนั้น ที่นั่นไม่มีตำแหน่งที่สามารถระบุได้ แล้วก็ไม่มีทิศทาง ต่อให้อาจารย์ของเจ้ากับราชินีแคว้นเสวี่ยมาก็ไม่มีทางหาข้าพบ เช่นนั้นเจ้าหาข้าพบได้อย่างไร? นั่นย่อมเป็นเพราะว่าเจ้านำสิ่งของที่เชื่อมต่อกับจิตใจของข้ามาด้วย และบนโลกมนุษย์ก็มีของแบบนั้นอยู่เพียงอย่างเดียว นั่นก็คือลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิง!”
จิ๋งจิ่วครุ่นคิดในใจ เรื่องง่ายๆ แบบนี้ เหตุใดต้องเสียเวลาพูดซ้ำอีกรอบ?
จักรพรรดิแห่งหมิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เจ้าคิดว่าจะหลอกข้าได้ ช่างน่าขันเสียจริง”
จิ๋งจิ่วพลันกล่าวขึ้นมาว่า “เป็นเพราะไม่ได้พูดมาเป็นเวลานาน ท่านเลยอยากพูดเป็นพิเศษ?”
จักรพรรดิแห่งหมิงกล่าวว่า “เจ้าอยากจะพูดอะไร?”
“ข้ารู้ว่าท่านมิได้อยากพูด หากแต่จำเป็นต้องถ่วงเวลาเพื่อใช้บัญชาเพลิงวิญญาณ”
จิ๋งจิ่วมองเขาพลางกล่าว “ดูเหมือนในเวลานี้ เพลิงวิญญาณเหล่านั้นคงจะผ่านใต้เท้าท่านเข้ามายังโลกนี้ แล้วกลายเป็นตาข่ายขนาดยักษ์มาพันธนาการข้าเอาไว้”
ตาดำของจักรพรรดิแห่งหมิงหดลงเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ในเมื่อรู้แล้ว เหตุใดเจ้าจึงไม่ทำลาย หรือว่าหนีไป?”
“ท่านเคยชินกับการควบคุมทุกๆ เรื่อ