ใจไง”
อินซานไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก เขาเดินไปยังริมหน้าต่าง ทอดตามองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนพลางกล่าวว่า “เมื่อก่อนข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าข้าชอบหลิ่วสือซุ่ย”
ด้านหน้าวัดในเมืองไป๋เฉิงแห่งนั้นเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน
ขอพระขอเจ้าขอตัวเอง
ไม่ว่าจะขอพระหรือขอเจ้า สุดท้ายก็คือการขอตัวเอง
บางทีสิ่งที่เขาต้องการ อาจจะอยู่ที่ตัวหลิ่วสือซุ่ยก็ได้ ไม่อย่างนั้นเหตุใดถึงมาเจอกันในวัด?
เขาคิดถึงปัญหาเหล่านี้ สองมือไพล่อยู่ด้านหลัง ค่อยๆ ถูขลุ่ยกระดูกนั้นเบาๆ
ขลุ่ยกระดูกนั้นนับวันจะยิ่งเป็นมันวาวขึ้นทุกที เส้นสีแดงเล็กๆ นั้นยิ่งชัดเจนขึ้นทุกวัน
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินมองดูอยู่ข้างหลัง เขาหรี่ตาพลางครุ่นคิด หรือว่าขลุ่ยกระดูกนี้จะเป็นสิ่งที่เขาเอาไว้ใช้ตัดขาดออกจากข่ายพลังชิงซานและเชื่อมต่อกับดวงจิต
หากตนเองแย่งเอาขลุ่ยกระบี่นี้มา หรือว่าทำลายมัน…เช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้น?
“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
อินซานพลันหมุนตัวมองมาที่เขา
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินสีหน้ามิเปลี่ยนแปลง ดวงตาเขายังคงหรี่อยู่ พลางกล่าวว่า “เจ้าเอาแต่บอกว่านั่นเป็นชิงซานของเจ้า เจี่ยนหรูซานเองก็เป็นศิษย์สำนักเจ้า เหตุใดต้องฆ่าเขา?”
อินซานยิ้มพลางกล่าว “ศิษย์ชิงซานที่ตายด้วยมือข้า มีมากกว่าคนที่เจ้าฆ่ามากนัก ”
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินกล่าวชมเชยว่า “ศัตรูของชิงซานที่เจ้าฆ่าตายไปมีจำนวนมากกว่า”
อินซานโบกมือ กล่าวว่า “กระบี่พรหมจรรย์ยังหาไม่เจอ ศ