ิ๋งจิ่วกล่าว “ตอนที่อยู่เมืองไป๋เฉิง ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว นี่เป็นไปไม่ได้”
ไป๋เจ่าดึงสายตากลับมา มองไปยังชาดำภายในชามที่ดูเหมือนยา นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
ในช่วงเวลาอันยาวนานนี้ จิ๋งจิ่วไม่ได้กล่าวกระไร มองดูนางเงียบๆ
ไป๋เจ่ามองดูเขา พลางกล่าวยิ้มๆ ว่า “ข้าเดินทางมาในครั้งนี้ยังมีอีกภารกิจหนึ่ง นั่นคือเชิญท่านไปร่วมงานฉลองเปิดสำนักจงโจวสามหมื่นปี”
จิ๋งจิ่วกล่าว “แทนพ่อแม่ของเจ้า?”
ไป๋เจ่ากล่าว “ถูกต้อง”
สองสามีภรรยาเจ้าสำนักจงโจวเป็นยอดคนที่อยู่ในจุดสูงสุดของแผ่นดินเฉาเทียนอย่างไม่ต้องสงสัย
การที่พวกเขาเชิญศิษย์หนุ่มชิงซานอย่างจิ๋งจิ่วไปร่วมงานด้วยตัวเองเช่นนี้ จะต้องมีความหมายลึกซึ้งหลายอย่างอยู่แน่
จิ๋งจิ่วนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “ถึงตอนนั้นดูสถานการณ์แล้วค่อยว่ากัน”
ไป๋เจ่าลุกขึ้นเตรียมจากไป จากนั้นจู่ๆ พลันกล่าวว่า “มีกวีคนหนึ่งเคยเขียนกลอนไว้ว่ายามเมฆขาวไล้ผ่านใบหน้ามันมีความรู้สึกอย่างไร เขาใช้คำบรรยายมากมาย สุดท้ายก็วกกลับมาที่คำว่าเมฆขาวไล้ใบหน้า นั่นเพราะเขามิใช่ผู้บำเพ็ญพรต ไม่สามารถรับรู้ได้ แต่พวกเราทำได้ ดังนั้นพวกเราไม่จำเป็นต้องเขียนกลอนเพื่อบรรยายหลักเหตุผลนี้ พวกเราแค่เข้าไปเดินๆ ในเมฆก็พอ”
จิ๋งจิ่วเข้าใจความหมายของนาง เขานิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “เมฆสลายไปได้ เช่นนั้นเมฆก็คือสิ่งลวงตา ไล้ผ่านใบหน้าก็ย่อมต้องเป็นสิ่งลวงตาเช่นกัน”
สรรพสิ่งหรือความรู้สึกใดๆ ที่ถูกเ