ือนเขาเอาไว้ก่อนตายว่าให้รอทุกอย่างสงบลงแล้วค่อยกลับชิงซาน ตอนนี้ผ่านจากศึกถล่มลานเมฆมาได้หลายสิบวัน สถานการณ์น่าจะสงบลงแล้ว
เสี่ยวเหอครุ่นคิดถึงว่ากำลังจะเดินทางไปชิงซาน จะได้เจอกับจิ๋งจิ่วที่ตนเองหวาดกลัวที่สุด จึงตอบรับอย่างประหม่า
เรืออูเผิงเข้าฝั่ง เปลี่ยนเป็นรถม้า
ม้าที่ลากรถเป็นม้าสีขาวที่มีนิสัยอ่อนโยนตัวหนึ่ง เดินทางจากเมืองซางโจวลงใต้อย่างไม่เร่งร้อน
หลิ่วสือซุ่ยไม่ได้เลือกขี่กระบี่ เพราะจะสะดุดตาเกินไป
ลานเมฆถูกทำลาย แต่ปู้เหล่าหลินยังมีนักฆ่าอีกจำนวนมากที่ยังมีชีวิตอยู่ คนเหล่านั้นจะต้องอยากสังหารเขาอย่างแน่นอน เมื่อรวมกับเรื่องของลั่วไหวหนาน ตอนนี้เขาตกอยู่ในอันตรายจริงๆ
รถม้าหยุดลงในตอนที่อยู่ห่างจากเมืองอวิ๋นจี๋ประมาณสามสอบกว่าลี้ หลิ่วสือซุ่ยใช้ประโยชน์จากท้องฟ้ายามค่ำคืน พาเสี่ยวเหอข้ามเขาสองลูก มายังหน้าผาแห่งหนึ่ง
หลิ่วสือซุ่ยยืนอยู่ริมผา มองดูเปลวไฟที่กระจัดกระจายในหมู่บ้าน เขาสูดหายใจลึกๆ
กระทั่งเขาเห็นบิดามารดาที่กำลังเก็บใบบัวอยู่ในสวน สีหน้าจึงดูอ่อนโยนขึ้น
“เหตุใดจึงไม่ไปเจอหน่อย?” เสี่ยวเหอกล่าวถาม
หลิ่วสือซุ่ยนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “อีกสักหลายวันค่อยว่ากัน ถ้าหาก…ไม่มีเรื่องอะไรจริงๆ ล่ะก็”
เสี่ยวเหอมองดูเขา ในใจครุ่นคิดถ้ากลับไปยังชิงซาน ยังจะมีเรื่องอะไรอีก เจ้าเป็นคนที่มีความดีความชอบมากที่สุดในการทำลายปู้เหล่าหลินนะ
ข้ามเขาอีกสองลูก กลับมายังรถม