จัดกระจายเป็นหย่อมๆ ต้นข้าวและแตงยังไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ในบรรดาพืชผักธัญญาหารที่ส่งมาจากเมืองจวี้เย่ก็ไม่มีบวบเช่นกัน
กั้วตงเดินไปถึงหน้าวัดเล็กๆ แห่งนั้น แต่มิได้เดินเข้าไป หากแต่หมุนตัวนั่งลงไปบนธรณีประตู มองไปยังทุ่งกว้างทางเหนือ จากนั้นหยิบเอาแตงกวาจากในแขนเสื้อออกมากัดไปคำหนึ่ง
เสียงที่ทุ้มต่ำเสียงนั้นดังขึ้นมาทางด้านหลังนาง “ที่แท้เจ้าก็คอยเลี้ยงดูเด็กเหล่านี้มาโดยตลอด เจ้าหวังจะให้พวกเขากลายเป็นข้า?”
กั้วตงมิได้หมุนตัวกลับมา นางกล่าวว่า “การจะกลายเป็นเทพนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ที่เจ้าทำได้เป็นเพราะความอดทนของเจ้า มิได้เกี่ยวกับข้า”
เสียงนั้นกล่าวขึ้นมา “อย่างนั้นเจ้ามองว่าใครมีโอกาสมากที่สุด?”
กั้วตงกล่าว “ในสถานที่แปลกประหลาดอย่างชิงซาน ศิษย์อันดับหนึ่งกลับเป็นกั้วหนานซานที่รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบของตน นี่ค่อนข้างจะเหนือความคาดหมายของข้า ลั่วไหวหนานสูญเสียใจแห่งเต๋าภายในวันเดียว นี่ก็เหนือความคาดหมายของข้าเช่นกัน ถงเหยียนเย็นชาสันโดษเกินไป ไม่เหมาะจะเป็นผู้นำ ส่วนไป๋เจ่าที่ตอนแรกข้ามองว่าเหมาะสมที่สุดก็ค่อนข้างอ่อนแอ ยากจะต้านทานลมฝนได้ ที่น่าเสียดายที่สุดก็คือช่วงนี้นางมีอุปสรรค เกรงว่ายากจะก้าวข้ามไปได้”
เสียงนั้นกล่าวอย่างทอดถอนใจ “หากมิรู้สาเหตุ จะแก้ไขได้อย่างไร คนมีความรัก มักจะเป็นเช่นนี้”
กั้วตงนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “ข้ายังเคยมองเจ้าล่าเยวี่ยไว้ด้วย