ห้คำตอบแก่ตนอย่างแน่นอน เพราะอีกฝ่ายไม่ได้ดูรีบร้อนเหมือนอย่างที่แสดงออกมา
เพราะกั้วตงมิได้บินจากไป
“เรื่องอะไร?” นางกล่าวถาม
เหอจานกล่าวถาม “หลายปีมานี้เหตุนี้เจ้าต้องทำเรื่องเหล่านี้? กับข้า!”
กั้วตงกล่าว “ข้าอธิบายไปแล้ว”
เหอจานไหนเลยจะยอมเชื่อ เขากล่าวว่า “อย่างนั้นทำไมถึงไม่เห็นเจ้าดีกับถงเหยียนแบบนี้บ้าง? ทำไมถึงไม่เอากระดูกมังกรเหล่านั้นให้เขา?”
กั้วตงกล่าว “เขาเป็นศิษย์สำนักจงโจว ในเขาอวิ๋นเมิ่งมีของดีๆ มากมาย ไม่จำเป็นต้องให้ข้าเป็นกังวล”
เหอจานกล่าว “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อ?”
กั้วตงกล่าว “ไม่เกี่ยวกับข้า”
เหอจานกล่าวถาม “หากเจ้าเป็นแม่ของข้า เช่นนั้นข้าจะคิดอย่างไรมันก็ต้องเกี่ยวข้องกับเจ้า”
……
……
ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ต้นฤดูร้อน บวบยังไม่สุกดี แต่กลับเป็นช่วงที่สวยงามที่สุด
มันห้อยอยู่บนเถาวัลย์ ถูกลมพัดแกว่งไปมาเบาๆ คล้ายเป็นสิ่งที่ทำขึ้นมาจากมรกต จะหยดเป็นน้ำสีเขียวออกมา
ลมโชยผ่ายเถาบวบ พัดพาความเย็นที่อยู่ในเงามืดมาตกกระทบลงบนใบหน้าของเหอจานและกั้วตง
ภายในเพิงบวบเงียบสงัด ไม่มีเสียงแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะคำถามนั้นมาอย่างกะทันหันเกินไป มิได้คาดคิดไว้แม้แต่น้อย จนทำให้นางทำอะไรไม่ถูก
เหอจานรู้สึกว่าคำถามนี้ช่างน่าขันยิ่งนัก
กั้วตงรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างน่าขันยิ่งนัก นางกล่าวอย่างจริงจังว่า “แน่นอนว่าไม่ใช่”
เหอจานย่อมไม่เคยคิดว่านางจะเป็นแม่ที่แท้จริงของตน เพราะนางอายุย