่างนั้นเจ้าจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นกับข้าในช่วงหลายปีนี้อย่างไร? หรือเป็นไปไม่ได้ที่จะผู้อาวุโสบางคนที่ชื่นชมในพรสวรรค์ของข้า จึงแอบเลี้ยงดูฟูมฟักข้าอย่างลับๆ?”
ถงเหยียนกล่าว “นอกเสียจากคนผู้นั้นจะเป็นแม่ของเจ้า”
เหอจานโบกมือ ไม่อยากคุยกับเขาอีก
ถงเหยียนพูดต่อว่า “ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อดูจากผลประโยชน์ที่เจ้าได้รับมาในช่วงหลายปีมานี้ แม่ของเจ้าจะต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน อย่างเช่นอาจารย์ของข้า”
เหอจานครุ่นคิด รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงชี้ไปยังของที่อยู่บนโต๊ะพลางกล่าว “แล้วของพวกนี้จะทำอย่างไร?”
ซูจึเย่ขยับพิงตรงหัวเตียงพลางกล่าว “หากเจ้าไม่รังเกียจ เช่นนั้นพวกเราก็แบ่งกัน”
ถงเหยียนกล่าว “ข้าเอาถุงมือ”
เหอจานกล่าวเยาะเย้ย “เจ้าร่างกายบอบบาง เอาอันนี้ไปถือว่าเหมาะทีเดียว แล้วเจ้าล่ะ?”
ซูจึเย่กล่าว “ขวดรกร้างเป็นของล้ำค่าของสำนักเสวี่ยหมัว มีความชั่วร้าย พวกเจ้าใช้ไม่ได้ ดังนั้นย่อมต้องเป็นของข้า”
“พวกเจ้าเกรงใจขนาดนี้ อย่างนั้นข้าไม่เกรงใจล่ะ”
เหอจานเก็บกระบี่เล่มนั้นขึ้นมา จากนั้นเริ่มต้มโจ๊ก
โจ๊กส่งเสียงปุดๆ อยู่ในหม้อดินเผา ต้องใช้เวลาอีกครู่ใหญ่ถึงจะเสร็จเรียบร้อย
เหอจานหยิบเอากระบี่ออกมา ก่อนจะนั่งลงริมหน้าต่างมองดูแสงอาทิตย์อยู่นาน จากนั้นกล่าวว่า “เจ้าชื่อว่าอะไร? เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
ต่อให้เป็นกระบี่ที่มีสติปัญญาก็ไม่มีทางที่จะตอบคำถามเขาได้
คนที่ตอบคำถามนี้คือถงเหยียน เข