านเมฆที่ค่อยๆ เปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมา สายตาสงบนิ่ง ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
ด้านหลังเขามีผู้อาวุโสขั้นแหวกทะเลของชิงซานอีกสองคน นอกจากนี้ยังมีศิษย์อีกสองร้อยกว่าคนโดยมีกั้วหนานซานเป็นผู้นำกระจายตัวไปรอบๆ
นอกจากเจ้าแห่งยอดเขาที่เหลือและผู้อาวุโสที่เก็บตัวบำเพ็ญเพียรเหล่านั้นแล้ว ศิษย์ในสำนักชิงซานเรียกได้ว่าออกมากันเกือบหมด
เฉิงโหยวเทียนคารวะ “คารวะท่านเจ้าเรือน”
ปู้ชิวเซียวพยักหน้าคารวะกลับไป จากนั้นกล่าวว่า “สหายชิงซานลำบากแล้ว สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
เฉิงโหยวเทียนกล่าวว่า “เมืองไห่โจวได้ถูกปิดแล้ว กองทัพเสินเว่ยกำลังทำการกวาดล้าง เหล่าบัณฑิตแห่งเรือนอี้เหมาต่างหากที่ลำบากอย่างแท้จริง”
สภาวะของปู้ชิวเซียวสูงส่ง แม้นจะมีเมฆหมอกขวางกั้นก็สามารถมองเห็นภาพรอบๆ เมืองไห่โจวได้ โดยเฉพาะแสงยันต์ที่เขาคุ้นเคยที่สุด
ใกล้ๆ เมืองไห่โจว การต่อสู้ระหว่างกองทัพเสินเว่ยและศัตรูน่าจะเป็นไปอย่างดุเดือด
เมื่อเทียบกับบนพื้นดินแล้ว บนท้องฟ้าดูค่อนข้างเงียบสงบ สำนักชิงซานได้ปิดล้อมลานเมฆเอาไว้อย่างชนิดที่ว่าไม่มีอะไรเล็ดรอดเข้าไปได้ ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงยังไม่มีทีท่าว่าจะลงมือ
เมื่อเห็นตำหนักที่ปรากฏขึ้นลางๆ ในลานเมฆ ปู้ชิวเซียวก็ถอนใจพูดอะไรไม่ออก ในใจครุ่นคิดว่าสมกับเป็นนิสัยของชิงซาน เพียงแต่เหตุใดต้องทำเช่นนี้ด้วย
หากสำนักชิงซานตัดสินใจจะทำอะไร พวกเขาไม่เคยสนใจว่าศัตรูจะมีการเตรียมตัวหรือ