หลิ่วสือซุ่ยคิดในใจว่าตนเองมิได้หมายความเช่นนี้ แต่ที่เจ้าพูดมาก็เหมือนจะ…มิผิดเช่นกัน
เสี่ยวเหอพลันถามขึ้นมา “เจ้ารู้ไหมว่าช่วงเวลาที่ข้ามีความสุขที่สุดในหลายปีมานี้คือตอนไหน?”
หลิ่วสือซุ่ยส่ายศีรษะ
เสี่ยวเหอกล่าว “ตอนที่อยู่ในอุโมงค์ใต้ดินวันนี้ ตอนที่ข้าจับมือเจ้าวิ่งไปข้างหน้า”
หลิ่วสือซุ่ยได้ยินเช่นนี้จึงตกตะลึง เขารู้สึกเขินอายเล็กน้อย หน้าแดงใบหูร้อนผ่าว
เมื่อเห็นท่าทางของเขา เสี่ยวเหอรู้ว่าเขาเข้าใจผิด จึงยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “คิดอะไรอยู่น่ะ? ข้าหมายถึงกำไลข้อมืออันนั้นต่างหาก”
หลิ่วสือซุ่ยคิดขึ้นมาได้ จึงถามว่า “เพราะเหตุใด?”
“หลังมั่นใจแล้วว่าคนที่ข้ารออยู่คือเจ้า ข้าก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ในที่สุดกำไลข้อมืออันนั้นมันก็หลุดออกไปจากร่างกายข้าเสียที”
เสี่ยวเหอคิดถึงความรู้สึกกดดันทางด้านจิตใจที่สร้อยข้อมือนี้มอบให้แก่ตัวเองในช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมา สีหน้าขาวซีดขึ้นอีกครั้ง
สร้างข้อมือนั้นคล้ายคอยจับจ้องนางอยู่ตลอดเวลา คอยเตือนนางว่าขอเพียงนางกล้าทรยศต่อเจตจำนงของจิ๋งจิ่ว มันก็จะตัดนางขาดออกเป็นสองท่อน ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือว่าจิตใจ
เพราะความหวาดกลัวนี้ นางจึงได้แต่ต้องเชื่อฟังจิ๋งจิ่ว รอคอยให้หลิ่วสือซุ่ยปรากฏกายขึ้นมา ปิดบังทุกคนในปู้เหล่าหลินเอาไว้ แอบเตรียมเรื่องหลบหนีอย่างเงียบๆ
ไม่ว่าจะสำหรับใคร ความกดดันทางจิตใจเช่นนี้เป็นความทุกข์ทรมานที่ยากจะยอม