ในหมู่บ้านบนภูเขา เขามองมันเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม
ในป่าที่วังเวงและเงียบสงัดพลันมีลมพัดขึ้นมา
ภายในลมมีเสียงกู่เจิงดังมาแต่ไกล
สีหน้าเสี่ยวเหอแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีด
นางคิดไม่ถึงว่าตัวเองเตรียมการมานานขนาดนี้ สุดท้ายกลับไร้ประโยชน์ เพียงไม่นานก็ถูกคนของปู้เหล่าหลินตามมาทันอย่างรวดเร็ว
จากนั้นนางก็คิดถึงหอซ่วนเทียนของสำนักกระบี่ซีไห่ จึงเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น อดรู้สึกผิดหวังขึ้นมาไม่ได้ ในใจครุ่นคิดว่าแล้วแบบนี้ยังจะหนีไปได้อย่างไร?
นางมองหลิ่วสือซุ่ย พบว่าร่างกายเขากำลังสั่นเทิ้มเบาๆ จึงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องกลัว พวกเรายังมีโอกาส”
หลิ่วสือซุ่ยดึงสายตากลับมาจากสร้อยข้อมือ เขามองดวงตานางพลางกล่าวอย่างจริงจัง “มิใช่กลัว หากแต่ตื่นเต้น”
เสี่ยวเหอคิดในใจ ชายผู้นี้ช่างแปลกประหลาดจริงๆ
เสียงกู่เจิงมาถึงเร็วกว่าลม
เสียงทึบๆ เสียงหนึ่งดังสนั่น ช้างสีแดงตัวใหญ่ยักษ์ตกลงมาในป่า คล้ายว่าจะรวมเป็นหนึ่งกับแสงอาทิตย์ยามเย็น
หนานเจิงนั่งอยู่บนหลังช้าง อุ้มกู้เจิงหยกเอาไว้ มองดูพวกเขาด้วยสีหน้าเฉยชา
จากนั้น อวี้ปู้ฮวนและถูชิวก็ลอยตามลงมาในป่าทั้งสองด้าน
ตำแหน่งที่ยอดฝีมือทั้งสองคนของปู้เหล่าหลินเลือกล้วนแต่สมบูรณ์แบบ ปิดตายทางหนีทั้งหมดที่หลิ่วสือซุ่ยจะสามารถขี่กระบี่บินหนีไปได้
ไม่มีการพูดคุย แล้วก็ไม่ไต่ถามเสี่ยวเหอว่าเหตุใดจึงทรยศปู้เหล่าหลิน นิ้วมือของหนานเจิงแตะลงไปบนสายกู่เจิง ก่อนจะบรรเลงเ