สามารถสืบไปถึงขั้นนั้นได้”
เขานั่งลงข้างกั๋วกง มิได้กล่าวกระไรอีก
ฝนในฤดูใบไม้ผลิยังคงตกลงมาในสวน
วัดไท่ฉางเงียบสงบ
ผ่านไปไม่นานก็มีเสียงทยอยดังขึ้นมาในสายฝน นั่นคือชื่อแซ่ของเป้าหมายที่เพิ่งจะถูกจับได้
วันนี้หลายที่ภายในเมืองเจาเกอมีการจับคน กรมชิงเทียนและกองทัพเสินเว่ยล้วนแต่ลงมือเต็มกำลัง
สิ่งที่ไม่มีใครรู้ก็คือ เมื่อคืนมีผู้อาวุโสขั้นแปรจิตคนหนึ่งของสำนักจงโจวได้เข้าไปนั่งอยู่ในคุกของกรมชิงเทียน
เมื่อได้ยินชื่อเหล่านั้น สีหน้าของกั๋วกงและจินหมิงเฉิงล้วนแต่ไม่เปลี่ยนแปลง มีแต่ตอนที่ชื่อสองชื่อปรากฏขึ้นมา พวกเขาจึงสบตากัน
ชื่อแรกคือหลิวเซียง ศิษย์รุ่นที่สองของสำนักคุนหลุน เป็นผู้บังคับการของกรมชิงเทียน
คนที่สองชื่อหยางฉางอวี่ เป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างของวัดไท่ฉาง
ฝนยังคงตกโปรยปราย แต่เสียงที่อยู่ด้านนอกเงียบหายไปนานแล้ว น่าจะจับเสร็จแล้ว
จินหมิงเฉิงลุกขึ้น ส่ายศีรษะอย่างผิดหวังพลางกล่าวว่า “ล้วนแต่เป็นพวกแมลง”
ลู่กั๋วกงกล่าว “แมลงพอเยอะเข้า กัดกินเสาคาน ตำหนักก็พังถล่มลงมาได้”
จินหมิงเฉิงกล่าวว่า “ฝ่าบาททรงไม่พอพระทัยแน่”
ลู่กั๋วกง “คนสำคัญย่อมไม่มีทางลงมือง่ายๆ”
จินหมิงเฉิงกล่าว “สิ่งที่ฝ่าบาททรงไม่เข้าใจก็คือจุดนี้ เหตุใดผ่านมาหลายปีแล้ว แต่กระบี่พรหมจรรย์ยังอยู่ที่เดิม ไม่เคยขยับไปไหน”
ลู่กั๋วกงมิได้กล่าวกระไร
คืนนั้นเขาเป็นคนพาเจ้าล่าเยวี่ยและกู้ชิงเข้าไปในวัง ย่อมต้องทราบเรื่