าวุโสอีกคนหนึ่งยิ้มเจื่อนขึ้นมา กล่าวว่า “เมื่อไม่มีเรือนเป่าซู่คอยส่งของมาให้ การบำเพ็ญเพียรของเหล่าลูกศิษย์ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อยจริงๆ ขอเจ้าแห่งยอดเขาอย่าได้โทษที่ศิษย์น้องโมโห”
“ตอนนี้ในยอดเขาทั้งเก้าของชิงซาน ยอดเขาปี้หูของพวกเรานี่แหละที่น่าสงสารมากที่สุด แต่จะไปโทษใครได้ล่ะ? ใครใช้ให้เขาไปทำความผิดที่ไม่ควรทำเช่นนั้นกัน?”
เฉิงโหยวเทียนยิ้มเยาะตัวเองพลางกล่าว “ตอนนั้นข้าซึ่งยังบรรลุเพียงขั้นคเนจรก็ถูกสั่งให้มาเป็นเจ้าแห่งยอดเขา เรื่องที่น่าขันเช่นนี้ยังเกิดขึ้นได้ แสดงให้เห็นว่าท่านเจ้าสำนักและกฎกระบี่ต้องการให้พวกเราหุบปาก ต้องการให้พวกเราใช้ชีวิตตามปกติไป ถ้าพวกท่านไม่เห็นด้วย เช่นนั้นก็เข้าไปในยอดเขาซ่อนเร้นเชิญผู้อาวุโสซักคนมาฟ้องร้องพวกเขาเสีย”
ผู้อาวุโสคนนั้นยิ้มเจื่อนพลางกล่าวว่า “ผู้อาวุโสเหล่านั้นกลายเป็นกระดูกไปนานแล้ว เชิญออกมาไหว้หรือ?”
เฉิงโหยวเทียนกล่าวว่า “เช่นนั้นยังจะคิดอะไรอีกล่ะ? ก็ทนไปนี่แหละ ทนไปซักร้อยปีแล้วค่อยมาว่ากัน อย่าว่าแต่มาเดินเล่นเลย ต่อให้ทำอะไรข้าก็จะทำเป็นมองไม่เห็นทั้งนั้น”
ผู้อาวุโสคนก่อนหน้าโมโหขึ้นมา “แล้วจะให้ทนไปถึงเมื่อไร? ยิ่งทนยิ่งอ่อนแอ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเราจะแบกรับไหวได้อย่างไร?”
เฉิงโหยวเทียนถอนใจพลางกล่าว “เลี้ยงดูบูรพาจารย์ให้ดีสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ขอเพียงมันยังอยู่ ยังไงท่านเจ้าสำนักก็ต้องไว้หน้ายอดเขาปี้หูของเราบ้าง”
……