อะไร?”
ชายหนุ่มกล่าว “ข้าว่าจะไปดูเด็กที่ชื่อเสี่ยวหมิงนั่นหน่อย”
ชายชราเตี้ยผอมสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย กล่าวว่า “เจ้าคิดจะให้เขามาแย่งรากฐานที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของข้าจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”
ชานหนุ่มกล่าว “เด็กที่อยู่ในสำนักเสวียนอินตอนนี้ชื่อซูจึเย่? ข้าชอบชื่อนี้ทีเดียว ไม่มีทางเข้าข้างใครแน่นอน ใครชนะก็ให้เป็นผู้สืบทอดของเจ้า ดีหรือเปล่า?”
ชายชราเตี้ยผอมแค่นหัวเราะ กล่าวว่า “เจ้าคิดว่าแผนชั่วของตัวเองมันยอดเยี่ยมมากใช่หรือเปล่า เลยตั้งชื่อให้ตัวเองว่าอินซาน?”
ชายหนุ่มเองก็มิได้รู้สึกโกรธ เขากล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้าเป็นปรมาจารย์รุ่นสามของสำนักเสวียนอิน ความจริงใช้ชื่อนี้ก็เหมาะมากเหมือนกัน ถ้าไงข้าให้เจ้าใช้ดีไหม?”
ชายชราเตี้ยผอมกลุ้มใจ กล่าวค่อนแคะว่า “เจ้าหนุ่มที่ชื่อจิ๋งจิ่วนั่นยังมีชีวิตอยู่ เจ้าคงผิดหวังมากสินะ?”
ชายหนุุ่มมิได้สนใจเขา ก่อนจะคีบเอาสมองหมูจากในน้ำแกงสีแดงขึ้นมาอย่างระมัดระวัง จากนั้นวางลงในชามที่เต็มไปด้วยต้นหอมซอยน้ำมันงาและกระเทียมสับ
ชายชราเตี้ยผอมเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย กล่าวว่า “แล้วสมองหมูก็ไม่อร่อยเท่าสมองคนด้วย”
ชายหนุ่มคิดในใจว่าตนเองนั่นช่างโง่จริงๆ ตอนนั้นทำไมถึงมองไม่ออกนะว่าจิ๋งจิ่วมิใช่เขา?
……
……
วันที่สอง ศิษย์ของสำนักต่างๆ ที่เข้าร่วมการประลองวิถีพรตต่างแยกย้ายกันกลับไปยังสำนักของตัวเอง
ช่วงเวลารุ่งเช้า ไป๋เจ่ามายังเรือนพำนักของสำนักชิงซาน
ไม่ว่