ื่อหกปีก่อน หากข้าสามารถตื่นขึ้นมาล่วงหน้าวันนึง ข้าก็จะได้รู้จักเจ้าเยอะขึ้นอีกหน่อย แบบนั้นมันคงจะดีไม่น้อย”
ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดอะไรที่เลิศเลอ ก็เผยความในออกมาจนหมด
จิ๋งจิ่วเข้าใจแล้ว ในใจครุ่นคิดว่าเรื่องนี้มันค่อนข้างยุ่งยาก จึงกล่าวว่า “หนทางสู่สวรรค์นั้นยาวไกล หากมีวาสนา ยังไงก็ต้องได้พบกันอีก”
นี่คือการปฏิเสธ หรือพูดอีกอย่างคือหลบหลีก ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับคนฉลาดอย่างพวกเขาแล้ว นี่มิใช่การอ้อมค้อม
ไป๋เจ่ามองเขาอย่างตกตะลึง
หมอกอันหนาวเย็นถอยไปแล้ว ทุ่งกว้างที่อยู่นอกเมืองไป๋เฉิงมิได้หนาวเย็นเหมือนเมื่อปลายปีก่อนอีก แต่ความจริงลมที่พัดมายังคงหนาวเย็นอยู่
เส้นผมที่อยู่ข้างหูนางพลิ้วไหว คล้ายดอกไม้สีขาวที่สั่วไหวอยู่ท่ามกลางสายลม ดูบอบบางยิ่งนัก
ในขณะที่จิ๋งจิ่วเตรียมจะพูดอะไร นางยื่นมือรวบเส้นผมไปทัดไว้ด้านหลังหู ก่อนกล่าวเสียงเบาๆ ว่า “ใช่ อีกไม่นานพวกเราก็จะได้พบกันอีก”
จิ๋งจิ่วครุ่นคิดในใจ นี่มันหมายความว่าอะไรอีก?
“ศิษย์พี่ลั่วตายแล้ว แต่ความจริงของเรื่องนี้ข้าจะต้องบอกท่านพ่อท่านแม่อย่างแน่นอน”
ไป๋เจ่าเปลี่ยนประเด็นอย่างเป็นธรรมชาติ
จิ๋งจิ่วกล่าว “แน่นอน”
ไป๋เจ่าคิดถึงเรื่องเรื่องหนึ่ง ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “ดูเหมือนความสัมพันธ์ของเจ้ากับหลิ่สือซุ่ยจะดีจริงๆ ด้วย ไม่เหมือนกับในข่าวลือเลย”
จิ๋งจิ่วคิดในใจ ความสัมพันธ์ของเจ้ากับถงเหยียนก็ดีเช่นกัน เพียงแต่เจ้าไม่รู้ความจริง