พร้อมทั้งทิ้งเศษเงินไว้นิดหน่อย ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
……
……
ไม่อาจขี่กระบี่ได้ เพราะลำแสงกระบี่สะดุดตาเกินไป
ไม่อาจเดินได้ เพราะช้าเกินไป
ไม่อาจเดินในที่ที่คึกคักเกินไปได้ เพราะจะถูกคนพบได้ง่าย
แล้วก็ไม่อาจเดินบนหน้าผาที่สูงชันและเงียบสงัดได้ เพราะที่นั่นจะพบผู้บำเพ็ญพรตได้ง่าย
ดังนั้นหลิ่วสือซุ่ยจึงเลือกที่จะวิ่งไปในป่าที่อยู่ไม่ไกลจากถนนหลวงด้วยความเร็วสูง
แต่สิ่งที่เขาคิดไม่ถึงก็คือในสถานที่แบบนี้จะพบกับคนกลุ่มหนึ่งได้ง่าย นั่นก็คือโจร
เขาหยุดฝีเท้า มองดูโจรสิบกว่าคนที่นั่งร่ำสุรากินเนื้ออยู่รอบกองไฟ สีหน้าดูงุนงงเล็กน้อย
ด้านหลังโจรเหล่านั้นมีรถคันหนึ่ง ไม่มีศพ แต่ได้กลิ่นคาวเลือดอย่างชัดเจน
โจรสิบกว่าคนมองดูเขาด้วยสีหน้าหวาดกลัว ไม่มีใครกล่าวอะไร พวกเขาต่างรู้ดี คนที่กล้าเดินไปมาคนเดียวในป่าลึกเช่นนี้ จะต้องเป็นคนที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หลิ่วสือซุ่ยกล่าวถาม “พวกเจ้าปล้นสินค้าฆ่าคน?”
โจรคนหนึ่งตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขารีบกล่าวว่า “เปล่าขอรับ! ไม่กล้าขอรับ! พวกเราเพียงแต่ปล้นรถขนผ้าไหมคันนี้มา พ่อค้าได้รับบาดเจ็บ ยังไม่ตายขอรับ!”
โจรอีกคนหนึ่งกล่าวเสียงสั่นว่า “พ่อค้าอยู่บนถนนหลวงที่ห่างออกไปสิบลี้ อาจารย์เซียนไปดูได้ขอรับ!”
สายตาของหลิ่วสือซุ่ยมองไปยังดาบที่โจรเหล่านั้นใช้เฉือนเนื้อแพะ
บนดาบเหล่านั้นก็เปื้อนเลือดอยู่เช่นกัน
โจรสองคนนั้นร้อนใจจนเส้นเลือดปูดขึ้นมา กล่าวเสียงดังว่