ทอดมองสายชลถาโถม ดั่งฝูงนกกระสาสีขาวปกคลุมท้องฟ้า
ทันใดนั้นพลันยินเสียงคลื่นซัดสาดราวกลองรบ
สันคลื่นตัดผ่านนที คล้ายกองทัพกรีฑาทัพมา
เกลียวคลื่นคุ้มคลั่ง ดั่งนักรบที่มิยอมหยุดพัก
ทุกวันเช้าเย็น เห็นจนชินชา
อู๋เอ๋อร์ไหนเลยยังหวาดกลัว
ลงเล่นในเกลียวคลื่นดั่งเดินบนที่ราบ
มองดูธงสีแดงโบกสะบัด
คล้ายปลาที่กระโดดขึ้นมาบนผิวน้ำ
เหยียบเกลียวคลื่นเริงระบำ
ยังมีผู้ใดไถ่ถาม
เกลียวคลื่นยาวหมื่นลี้ดั่งวาฬยักษ์
อาศัยเพียงธนูจะหยุดยั้งได้อย่างไร
คลื่นยักษ์ไร้เรี่ยวแรงถดถอย
คล้ายดั่งโดยสารรถม้าหวนคืนบูรพา
ช่างน่าโกรธแค้น
ทุกคนต่างรู้
ใช้กระบี่สังหารตัวเองด้วยถูกบังคับ
ความชอบสูญสลาย
คนชั่วพาหญิงงามล่องทะเลสาบ
ท่ามกลางหยาดฝนโปรยปราย
……
……
หมอกค่อยๆ สลายไป
แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องสว่างขุนเขา
ธารสี่เจี้ยนไหลเอื่อยคล้ายในอดีตที่ผ่านมา แปรเปลี่ยนกลายเป็นแส้สีทองเส้นหนึ่ง
ปีนี้เป็นปีที่ไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับชิงซาน บรรดาศิษย์ที่ฝึกฝนอยู่ที่ริมธารสี่เจี้ยนมาเป็นเวลานานเพื่อเตรียมตัวสืบทอดกระบี่ก็ไม่มีใครที่มีพรสวรรค์โดดเด่น
เมื่อเทียบกันแล้ว กลับกลายเป็นอาคันตุกะที่มาเยือนสำนักเพื่อชมพิธีสืบทอดกระบี่ที่กลายเป็นที่จับตามองมากกว่า
ยังคงเป็นเหมือนอย่างเมื่อก่อน วัดกั่วเฉิง สำนักเสวียนหลิง ต้าเจ๋อล้วนแต่ส่งตัวแทนมา สำนักเฟิงเตาเองก็ส่งทูตมาเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน ที่ทำให้คนรู้สึกตกใจก็คือสำนักจงโจวก็ส่งคนมาด้วย