ตามหลักแล้วไม่ควรบีบบังคับให้พวกเจ้าไปด้วย แต่พวกเราทั้งสามสำนักมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด หากไม่พาพวกเจ้าไปด้วย ภายหลังคงต้องถูกผู้อาวุโสในสำนักของพวกเจ้ากล่าวโทษว่าไม่ช่วยเหลือเอาได้ แบบนั้นมันยุ่งยาก”
เหล่าศิษย์สำนักเสวียนหลิงและสำนักต้าเจ๋องุนงงอยู่ครู่ก่อนจะเข้าใจความหมายของเขา จึงพากันลนลานทำอะไรไม่ถูก
มีศิษย์สำนักอื่นมองดูภาพเหตุการณ์นี้ ในใจเกิดความรู้สึกเห็นใจขึ้นมา จึงตะโกนไปว่า “มีสิทธิ์อะไร? พวกเขาไม่ใช่ศิษย์สำนักชิงซานเสียหน่อย”
จิ๋งจิ่วมิได้สนใจคนผู้นี้ หากแต่กล่าวกับศิษย์ของเสวียนหลิงและต้าเจ๋อว่า “หรือไม่ก็เอาชนะข้า”
เหล่าศิษย์ของเสวียนหลิงและต้าเจ๋อสบตากัน ต่างคนต่างมองเห็นความรู้สึกจนปัญหาในใจของอีกฝ่าย
จิ๋งจิ่วมองไปทางกลุ่มผู้บำเพ็ญพรตอีกครั้ง เพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีพระของวัดกั่วเฉิง แล้วก็ไม่มีศิษย์ของสำนักเล็กๆ ที่คอยพึ่งพาสำนักชิงซานเหลืออยู่แล้ว
สุดท้าย สายตาเขาก็ไปตกอยู่ที่เด็กสาวผู้หนึ่ง
เสื้อผ้าของเด็กสาวผู้นั้นดูค่อนข้างคุ้นตา น่าจะเคยเห็นมาแล้วหลายครั้งเมื่อหลายปีก่อน
“จริงอยู่ที่สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสำนักชิงซาน แต่ข้าไม่มีวันฟังเจ้า จะสู้ก็สู้ ต่อให้สู้ไม่ได้ หรือว่าเจ้ายังจะฆ่าข้า?”
สาวน้อยผู้นั้นกล่าว ความรู้สึกดูถูกที่อยู่ในสายตาดูชัดเจนเป็นยิ่งนัก
ในใจจิ๋งจิ่วครุ่นคิดว่าที่ผ่านมาศิษย์น้องของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยเรียบร้อยอ่อนโยน จน