วไฟที่สว่างจ้าสามารถประสานงานเข้าด้วยกัน หนึ่งโจมตีหนึ่งป้องกัน
จิ๋งจิ่วยืนอยู่ด้านนอก มิได้มีท่าทีว่าจะเข้ามานั่ง
อินชิงมั่วและอีกสองคนที่เหลือเคยชินเสียแล้ว จึงมิได้กล่าวกระไร พวกเขาหลับตาลง มือกุมหินผลึกแล้วเริ่มปรับลมหายใจ
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดครึ้ม เมฆหมอกกระจายตัว แสงดาวสาดลงมา ก่อนจะค่อยๆ ไหลเข้าไปในป้านดารกะอย่างเชื่องช้า ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรถึงจะรวมแสงดาวได้หนึ่งหยด
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในที่ราบหิมะ ก้อนเมฆกลับยิ่งน้อยลง นี่ไม่เหมือนกับที่พวกเขาเคยรู้มา และไม่รู้ว่านี่มันหมายถึงอะไร
จิ๋งจิ่วมองดูดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ในหัวกำลังคิดถึงเรื่องบางเรื่อง
เขาไม่รู้เรื่องที่ฉานจึวิจารณ์ตน
ตอนนั้นมีเหตุผลอยู่สองสามข้อที่ทำให้เขาไม่ยอมออกมาจากภูเขาลูกนั้น ความเกียจคร้านเป็นเพียงเหตุผลหนึ่งเท่านั้น สิ่งสำคัญคือเขารู้สึกไม่ดี
เขาคิดมาตลอดว่า คำว่ารู้สึกคือคำพูดที่เชื่อถือไม่ได้
มีแต่ตอนที่ไม่สามารถคำนวณสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน เจ้าถึงจะพูดคำว่ารู้สึกสองพยางค์นี้ออกมา
ก็เหมือนกับที่เขาพูดในตอนที่เล่นหมากล้อมกับถงเหยียน
ในตอนที่คำว่ารู้สึกหลุดออกมาจากปากเขา นั่นหมายความว่าเขาเองก็ไม่สามารถคำนวณสถานการณ์ในปัจจุบันได้ ซึ่งนั้นย่อมต้องมิใช่เรื่องดี
พูดอีกอย่างก็คือขอเพียงเขามีความรู้สึก นั่นจะต้องเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีแน่
และเรื่องที่ไม่ดีก็มักจะเกิดขึ้น
เมื่อหลายปีก่อน ศิษย์พี่ของเขาเคย