ท่านั้น”
จิ๋งจิ่วกล่าวถาม “กลัวอะไร?”
“ข้ากลัวว่านางจะกลายเป็นนักพรตไท่ผิงคนที่สอง”
เสียงของซือเฟิงเฉินสั่นเครือขึ้นมา “เจ้าน่าจะไม่เข้าใจว่าทำไมข้าถึงพูดแบบนี้ เจ้าเพียงแต่รู้ไว้ว่า…น่าเวทนา โลกมนุษย์น่าเวทนา”
จิ๋งจิ่วนิ่งเงียบ
เขาย่อมต้องรู้
ในปีนั้น ทั่วทั้งโลกมนุษย์มิได้ยินเสียงกลองรบ
เงียบสงัด เหลือเพียงความเงียบสงัด
เงียบเชียบไร้ซุ่มเสียง
วังเวงน่ากลัว
……
……
เมื่อคืนไป๋เจ่าได้บอกเอาไว้ นางรู้สึกว่ามีคนคิดจะใช้การลอบสังหารเจ้าล่าเยวี่ยเป็นชนวนบีบให้สำนักฝ่ายธรรมะเปิดฉากโจมตีปู้เหล่าหลินเร็วขึ้น จากนั้นฉกฉวยผลประโยชน์จากเรื่องนี้ ความคิดนี้คิดไปไกลกว่าความคิดของซือเฟิงเฉินที่กังวลว่าปู้เหล่าหลินอยากจะใช้การสังหารเจ้าล่าเยวี่ยเป็นชนวนทำให้เกิดสงครามระหว่างสองผู้นำแห่งสำนักฝ่ายธรรมะ
แต่นางอย่างมากก็คิดได้ถึงแค่ดินแดนหมิงเท่านั้น เพราะการมีอยู่ของเพลิงวิญญาณ
แต่จิ๋งจิ่วกลับคิดไปไกลกว่านั้น เขามองไปตรงๆ ระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์และดินแดนหมิง
เพราะเขาคุ้นเคยกับกลิ่นแบบนี้
กลิ่นแผนการชั่วร้ายที่ทำให้คนนับพันนับหมื่นต้องตายไปอย่างเงียบๆ
นี่เป็นเรื่องที่คนคนหนึ่งถนัดมากที่สุด
วันนี้เขามาที่บ้านซือเฟิงเฉิน ก็เพราะคิดอยากจะหาเบาะแสบางอย่าง
ในตอนที่ซือเฟิงเฉินขอกล่าวคำสั่งเสีย เขานิ่งเงียบฟังอีกฝ่าย ก็เพราะด้วยเหตุผลนี้
เพียงแต่จนถึงตอนนี้ ซือเฟิงเฉินมิได้เอ่ยถึงคนผู้นั้นเลย กระทั่งคำที่มีค